funsportfans.com – ผลบอล วิเคราะห์บอล ทีเด็ดบอล ผลบอลสด ข่าวบอล

คาริม เบนเซมา กับรางวัลบัลลงดอร์ครั้งแรกของเขา
คาริม เบนเซมา กับรางวัลบัลลงดอร์ครั้งแรกของเขา

หากพูดถึงหนึ่งในกองหน้าตัวเป้าของโลกใบนี้ที่มีความเฉียบคมและอันตรายที่สุดคนหนึ่ง ชื่อของ คาริม เบนเซมา (Karim Benzema) คงจะเป็นอีกชื่อที่ใครหลายคนต่างนึกถึงขึ้นได้อย่างแน่นอน

เขาคือศูนย์หน้าตัวเป้าคนหนึ่งของโลกใบนี้ที่ทำประตูได้มากกว่า 400 ครั้ง นอกจากนี้ เขายังเป็นเจ้าของสถิติการทำประตูสูงสุดเป็นอันดับสองตลอดกาลของสโมสรเรอัลมาดริด โดยทำไว้สูงถึง 354 ประตูในทุกรายการ (ตามหลัง คริสเตียโน โรนัลโด ที่ทำไว้ 450 ประตู) และเป็นเจ้าของสถิติผู้ทำแอสซิสต์สูงสุดตลอดกาลของสโมสร ด้วยจำนวน 165 แอสซิสต์อีกด้วย !

“เบนนี่” คือกองหน้าที่แจ้งเกิดในวงการฟุตบอลอาชีพมาพร้อมกับสโมสรลียง ก่อนที่จะไปเป็นรู้จักมากขึ้นทั่วโลกจากการย้ายไปเล่นให้กับเรอัลมาดริด เขาใช้เวลานานกว่า 14 ปีกับทัพราชันชุดขาว พร้อมกับได้เป็นกัปตันทีมในช่วงปีท้าย ๆ ของการอยู่ที่แห่งนี้ ก่อนที่จะย้ายไปเล่นให้กับสโมสรอัลอิตติฮาดในช่วงบั้นปลายอาชีพของตัวเอง (และยังเป็นกัปตันทีมของสโมสรใหม่ต่ออีกด้วย)

ที่ผ่านมา เขาประสบความสำเร็จอย่างไรในอาชีพค้าแข้งของตัวเองบ้าง ? หรือเขามีเรื่องราวอะไรที่น่าสนใจ เราจะไปย้อนความหลังของชายคนนี้กันที่นี่

คาริม เบนเซมา กับช่วงเวลาของเขาในลียง

คาริม เบนเซมา ผลผลิตจากอคาเดมีของลียง

คาริม มอสตาฟา เบนเซมา (Karim Mostafa Benzema) เริ่มชีวิตการค้าแข้งของตัวเองกับอคาเคมีในย่านบรง (Bron) ของเมืองลียงตั้งแต่อายุ 8 ปี พร้อมกับได้รับชื่อเล่นว่า “Coco” จากเพื่อน ๆ ในอคาเดมี จุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเริ่มได้รับความสนใจคือช่วงที่อคาเดมีของพวกเขาไปลงแข่งรายการฟุตบอลรุ่นอายุไม่เกิน 10 ปีกับอคาเดมีของลียง ซึ่งเป็นอนาเคมีที่ใหญ่ที่สุดในเมือง

แล้วในเกมนั้น เบนเซมา ซัดไปสองประตูใส่พวกเขา ! ทำให้ทางอคาเดมีรู้สึกตะลึงกับความสามารถของเขา แล้วได้ส่งตัวแทนจากอคาเดมีมาเจรจากับทีมบรงเพื่อขอตัวเขาไปเข้าร่วมอย่างไม่ลังเลหลังจากจบรายการแข่งนั้นไป

อย่างไรก็ดี ในช่วงแรก แซร์ก ซานตา ครูส (Serge Santa Cruz) ประธานอคาเดมีของบรงในช่วงเวลานั้น ปฏิเสธการคว้าตัวกองหน้ารุ่นเยาว์คนนี้ไป แต่หลังจากที่พวกเขาเข้ามาเป็นครั้งที่สอง บวกกับการเจรจาระหว่างอคาเดมีของลียงกับคุณพ่อของเบนเซมา ทำให้ทางบรงยินยอมให้เด็กหนุ่มคนนี้ไป “ทดลองเล่น” กับทางลียงได้ในที่สุด

ช่องการการเข้าสู่สโมสรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในฝรั่งเศสของเด็กคนนี้มันเกิดจากการที่เขาทำประตูได้สองครั้งใส่คู่แข่งจากอคาเดมี นั่นจึงทำให้สโมสรเริ่มเห็นแววว่า “เด็กคนนี้มีของ”

ต่อมา ในปี 1997 เด็กหนุ่มคนนี้ได้เลื่อนชั้นในระดับอคาเดมีของสโมสรมาอย่างต่อเนื่อง เขามีวินัยและการวางตัวที่ยอดเยี่ยมกับทุกคนในสโมสร ทั้งในช่วงที่เขาลงซ้อมกับอคาเดมี รวมถึงช่วงที่ได้เป็นเด็กเก็บบอลในรายการแข่งขันต่าง ๆ ของทีมชุดหลัก

ในช่วงที่เขาเป็นนักเตะอคาเดมีในรุ่นยู-16 ของสโมสร เขาทำไปได้ทั้งหมด 38 ประตูในรายการชิงแชมป์รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ซึ่งเป็นรายการลีกเยาวชนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ความสามารถในการทำประตูได้มากขนาดนี้ทำให้เขาได้รับโอกาสเข้าไปอยู่ในทีมชุดรองของสโมสรลียง ซึ่งอยู่ในลีก 4 ของประเทศ เขาใช้เวลาสั้น ๆ ในการเล่นกับทีมชุดนี้พร้อมกับทำไปมากถึง 10 ประตูและพาทีมขึ้นอันดับ 2 ของตารางได้สำเร็จ

ต่อมา ในช่วงครึ่งหลังฤดูกาลลีกเอิง 2004-05 ปอล เลอ เกวน (Paul Le Guen) ผู้จัดการทีมลียงได้เรียกเบนเซมาขึ้นชุดหลักเป็นครั้งแรก ซึ่งในขณะนั้น ลียง มีผู้เล่นบิ๊กเนมหลายคนอย่าง มิคาเอล เอสเซียง (Michael Essien), เอริก อาบีดาล (Eric Abidal), ฟลอร็อง มาลูดา (Florent Malouda) รวมถึงซิลวัง วิลตอร์ (Sylvain Wiltord) และ ฌูนินโญ (Juninho) อยู่ด้วย

ผู้จัดการทีมได้แนะนำให้คาริมไปแนะนำตัวต่อหน้าทุกคนในทีม แต่สิ่งที่เขาได้รับครั้งแรกคือ เสียงหัวเราะ และ มุขตลก แล้วเมื่อเขาได้ยินแบบนั้น เขาก็ได้กล่าวออกไปว่า “อย่าเพิ่งขำกันเลย ผมนี่แหละจะมายืดที่ของพวกคุณเอง” หลังจากจบประโยคนี้ลง ทุกคนต่างตกใจกับสิ่งที่เขาพูดออกมาเป็นอย่างมาก

แล้วต่อมา ในวันที่ 15 มกราคม 2005 เขาได้ประเดิมสนามกับทีมลียงชุดหลักเป็นครั้งแรก ด้วยการสวมเสื้อเบอร์ 28 แล้วลงเป็นตัวสำรองในเกมที่พวกเขาพบกับ เม็ตซ์ (Metz) โดยในเกมแรกนั้นเขาสามารถทำแอสซิสต์ให้ทีมเอาชนะ 2-0 ได้อีกด้วย หลังจากผลงานในเกมนั้น เขาได้รับสัญญาระยะยาว 3 ปีกับทางสโมสรเพื่อซื้อใจให้สร้างผลงานกับทีมต่อไป

ในฤดูกาลนั้น คาริม เบนเซมา ลงไปทั้งหมด 6 เกม พร้อมกับพาทีมคว้าแชมป์ลีกเอิงเป็นสมัยที่ 4 ของพวกเขาได้อีกด้วย

ต่อมา ในฤดูกาล 2005-06 เลอ เกวน ลาออกจากการเป็นผู้จัดการทีม แล้วทางสโมสรได้ตัว เฌราร์ อูลลิเยร์ (Gérard Houllier) มาเป็นกุนซือแทน ทำให้ช่วงต้นฤดูกาลนั้นเขาต้องทำงานอย่างหนักมากกว่าเดิม เพราะทางสโมสรยังได้เซ็น เฟรเดริโก “เฟร็ด” ชาเวส กเวเดส (Frederico Chaves Guedes/Fred) เข้ามาเป็นกองหน้าตัวเป้าเพิ่ม รวมถึงยังมีวิลตอร์อยู่ในทีม ทำให้การแข่งขันเพื่อแย่งชิงตัวจริงในทีมนั้นดุเดือดเข้าไปเพิ่มอีก

เบนเซมา ยังไม่ได้รับโอกาสลงเป็นตัวจริงภายใต้การคุมทีมของ อูลลิเยร์ ในช่วงแรกเท่าไรนัก พร้อมกับยังทำประตูเองไม่ได้เลยตั้งแต่เป็นนักเตะชุดหลัก จนกระทั่งในวันที่ 6 ธันวาคม 2005 เขาได้ลงเล่นรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม เป็นครั้งแรก เขาทำประตูแรกกับสโมสรลียงได้สำเร็จ ทำให้ทีมชนะ โรเซนเบิร์ก (Rosenborg) สโมสรคู่แข่งจากนอร์เวย์ ไป 2-1

แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมา ความมั่นใจในตัวของเขาถูกปลุกขึ้นมา เขาทำประตูในลีกได้ครั้งแรกด้วยการยิงใส่อาจักซิโอ (Ajaccio) ในเกมที่ทีมชนะ 3-1 ไป แม้ว่าจบฤดูกาลนั้นเขาจะยังมีโอกาสน้อย แต่ ลียง ยังสามารถคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 5 มาได้สำเร็จ

เข้าสู่ฤดูกาล 2006-07 เขาได้รับโอกาสในการลงเล่นมากขึ้น พร้อมกับมีส่วนสำคัญมาก ๆ ในการช่วยให้ทีมตีเสมอ “เปแอสเช” ในรายการ “เฟรนช์ซูเปอร์คัพ” ด้วยการเป็นผู้สังหารจุดโทษได้สำเร็จ ทำให้ทีมไปถึงรอบดวลจุดโทษและชนะไป 5-4 พร้อมกับคว้ารางวัลแรกของเขาในสโมสรไป

ในช่วงต้นฤดูกาล 2006-07 เขายังสามารถทำประตูในเกมแรกของฤดูกาลด้วยการยิงใส่น็องต์ (Nantes) ตามด้วยการยิงอีก 2 ประตูในเกมที่ไปเยือนนีซ (Nice) และยิงอีก 2 ประตูในเกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกใส่ทีม เฟเชเซเบ และ ดินาโม เคียฟ อีกด้วย อย่างไรก็ดี หลังจากลงเล่นไปครึ่งฤดูกาล เขาได้รับบาดเจ็บต้นขาไปนานกว่า 3 เดือน ทำให้พลาดการลงเล่นทุกรายการไปยาว ๆ จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงท้ายฤดูกาล 2006-07 เขาได้กลับมาอีกครั้งพร้อมกับมีส่วนช่วยให้ลียงคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 6 ได้สำเร็จ

ผู้เล่นแห่งปีประจำฤดูกาล 2007-08 ของลีกเอิง

สมบัติอันล้ำค่าของแคว้นโรนาลป์

เข้าสู่ฤดูกาล 2007-08 เบนเซมาได้รับโอกาสในการลงเล่นเพิ่มขึ้น หลังจากที่ลียงได้ อลาง แปร์รัง (Alain Perrin) มาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ ในขณะที่ มาลูดา, วิลตอร์ และ คาริว ย้ายออกจากทีมไป พร้อมกับได้สวมเสื้อเบอร์ 10 และเป็นกองหน้าตัวเป้าเบอร์ 1 ของทีมแทน

ในฤดูกาลนั้น เขาทำไปทั้งหมด 31 ประตูจาก 51 เกมที่ได้ลงเล่น (20 ประตูเกิดขึ้นในลีก, 4 ประตูในแชมเปียนส์ลีก ที่เหลือคือประตูในรายการบอลถ้วยในบ้าน) ทำให้ฤดูกาลนั้นเขาพาทีมคว้าทั้งแชมป์ลีกสมัยที่ 7 และคว้าแชมป์ลีกคัพได้อีกด้วย

หลังจากนั้น เขาได้พบกับความท้าทายครั้งใหญ่ในชีวิตอีกครั้ง เมื่อลียงต้องพบกับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด สโมสรระดับยิ่งใหญ่จากพรีเมียร์ลีก ภายใต้การคุมทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรอบ 16 ทีม ลียงเปิดบ้านพบพวกเขาก่อนในเกมเลกแรก โดยในเกมนี้ กองหน้าเบอร์ 1 ของลียง ทำประตูจากนอกกรอบเขตโทษให้ลียง แต่ด้วยความสามารถที่สูสีกัน ทำให้ผลสกอร์ในเกมนั้นต้องจบลง 1-1

ในเกมเลกสอง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดชนะไปด้วยสกอร์ 1-0 ในบ้านตัวเอง ทำให้ผลรวมเป็น 1-2 แต่ด้วยความสามารถอันยอดเยี่ยมของ คาริม เบนเซมา ทำให้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ออกมาให้สัมภาษณ์ชื่นชมด้วยตัวเองว่า “เขานั้นยอดเยี่ยมจริง ๆ”

อย่างไรก็ดี ฌอง-มิเชล โอลาส์ (Jean-Michel Aulas) ประธานสโมสรลียง กลับไม่พอใจในการสัมภาษณ์ครั้งนี้และมองว่า “เฟอร์กี” กำลังพยายาม “โน้มน้าว” ให้กองหน้าเบอร์หนึ่งของพวกเขาย้ายทีมอยู่ (ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน 100% ว่าจริงหรือไม่)

จากผลงานอันยอดเยี่ยมตลอดฤดูกาล 2007-08 เขาได้รับการต่อสัญญากับทีมอีกครั้ง โดยจะมีผลไปถึงปี 2013 พร้อมกับมีตัวเลือกให้ขยายไปได้อีก 1 ปีและทำให้เขากลายเป็นนักเตะในประเทศฝรั่งเศสที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงสุดอีกด้วย

นี่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้เขาได้รับเรียกไปเล่นในนามทีมชาติฝรั่งเศสชุดหลักอีกด้วยในปี 2007 โดยก่อนหน้านี้เขาเคยได้ลงทีมชาติชุดเยาวชนในปี 2004 ถึง 2006 ในรุ่น U-17, U18, U19 และ U21 มาแล้ว

นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้ทำประตูสูงสุดประจำฤดูกาล พร้อมกับได้รับรางวัล Player Of the Year ของลีกเอิง รวมถึงรางวัล Bravo Award ในปี 2008 ไปและได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงบัลลงดอร์ปี 2008 อีกด้วย (ในปีนั้น คริสเตียโน โรนัลโด จากแมนฯ ยู ชนะรางวัลไป)

ทั้งหมดในฤดูกาลเดียว ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยของฝรั่งเศสที่ทั่วโลกจับตามองมากขึ้น เขายังเคยมีข่าวลือกระจายไปทั่วโลกว่า โอลาส์ จะตั้งค่าตัวของนักเตะรายนี้ไว้ที่ 100 ล้านยูโร (แต่ต่อมาข่าวนี้กลับไม่เป็นความจริง)

เรอัลมาดริด คว้าตัวกองหน้าชาวฝรั่งเศสเพื่อค้นหาความสำเร็จ

ราชันชุดขาวเข้ามาซื้อ “ความสำเร็จ” เข้าทีม

ทางสโมสรเรอัลมาดริด ยักษ์ใหญ่จากลาลีกาสเปน ภายใต้การนำของ ฟลอเรนติโน เปเรซ (Florentino Perez) ให้ความสนใจในตัว คาริม เบนเซมา จากผลงานที่โดดเด่นของเขาในลีกเอิง แล้วมีความตั้งใจที่อยากจะคว้าตัวผู้เล่นรายนี้มาให้ได้ ตลอดช่วงซัมเมอร์ปี 2009 นั้น ข่าวการซื้อตัวผู้เล่นรายนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

จนกระทั่งในวันที่ 1 กรกฎาคม 2009 คาริม เบนเซมา กลายเป็นผู้เล่นของ “ราชันชุดขาว” อย่างเป็นทางการ เขาเซ็นสัญญา 6 ปี ด้วยค่าตัว 35 ล้านยูโร (41 ยูโรเมื่อรวมแอดออนแล้ว) พร้อมกับได้ไปเปิดตัวต่อหน้าแฟนบอลที่สนามเหย้าของพวกเขา

แล้วนี่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ในตัวเขาอีกครั้งหนึ่ง แต่มันจะเต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ ๆ เพราะสไตล์ฟุตบอลสเปนและความเป็นพื้นที่ต่างถิ่นนั้นยิ่งต้องทำให้เขาปรับตัวใหม่อย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ดี ที่แห่งนี้กลับเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาจะได้เริ่มเฉิดฉายไปพร้อมกับนักเตะชื่อดังหลายคน ไม่ว่าจะเป็นราอูล, คริสเตียโน โรนัลโด, แกเร็ท เบล, รวมถึงกาก้าและผู้เล่นคนสำคัญของทีมอีกหลายคน

เขาพิสูจน์ตัวเองในยุคที่ มานูเอล เปเลกรินิ (Manuel Pellegrini) คุมทีมด้วยการยิงไป 5 ประตูในช่วงพรีซีซัน ทำให้เขามีจำนวนประตูเท่าราอูล ในช่วงปีแรกที่ได้ลงเล่นเกมลีกฤดูกาล 2009-10 เขายังไม่ได้มีโอกาสทำประตูมากนัก จนกระทั่งทางกุนซือตัดสินใจเลือกใช้ กอนซาโล อิกัวอิน (Gonzalo Higuaín) มาเป็นตัวเลือกหลักแทนเขาในเดือนพฤศจิกายน 2009 ทำให้เบนเซมาเริ่มเป็นเป้าจากสื่อสเปนว่ายังทำผลงานไม่ดีเท่าที่ควร ด้านภาษาเองก็ยังใช้ได้ไม่ดีอีกด้วย

บางสื่อเล่นหนักจนเอาตัวเขาไปเทียบกับ นิโคลาส์ อเนลกา (Nicolas Anelka) นักเตะเพื่อนร่วมชาติของเขาที่เคยล้มเหลวกับมาดริดและถูกขายไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ในประเด็นนี้ ซีเนดีน ซีดาน อดีตตำนานเพื่อนร่วมชาติและมาดริดได้ออกมาปกป้องกองหน้ารายนี้ พร้อมกับกล่าวไว้ว่า “เขาเป็นผู้เล่นที่มีความสามารถ แล้วผู้เล่นที่มีความสามารถในมาดริดจะต้องชนะให้ได้”

หลังจากนั้นมา ในเดือนธันวาคม 2009 เขาก็เริ่มมีโอกาสลงเล่นมากขึ้นหลังจากที่ อิกัวอิน บาดเจ็บไป แต่มันก็ยังไม่ทำให้เขาสามารถทำประตูได้มากเหมือนตอนที่อยู่ลียง อย่างไรก็ดี ตัวเขาได้ออกมาสัมภาษณ์เพื่อตอบโต้กับสื่อที่วิจารณ์ฟอร์มการเล่นในตัวเขาว่า “ผมยังมีความสุขดี ผมยังคงต้องเรียนรู้และปรับตัวอยู่กับเพื่อนร่วมทีมที่นี่ รวมถึงเรียนภาษาสเปนด้วย มันจะต้องดีขึ้น”

เข้าสู่ฤดูกาล 2010-11 มาดริดได้ โชเซ มูรินโญ (Jose Mourinho) เข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ ในช่วงแรกนั้น มูรินโญ ก็ไม่ได้โปรดปรานในตัวกองหน้ารายนี้เช่นเดียวกับที่กุนซือคนเก่าเคยเป็น โดยเขาเลือกใช้ โรนัลโด และ อิกัวอิน เป็นตัวรุกหลักแทน อย่างไรก็ดี ชายคนนี้กลับไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เขาเลือกที่จะพิสูจน์ตัวเองด้วยการลงไปทำประตูสำคัญให้กับทีมในทุกโอกาสที่ได้ส่งลงสนามในฐานะตัวสำรอง

แล้วในฤดูกาล 2011-12 เป็นฤดูกาลที่ชายคนนี้เฉิดฉายมากที่สุด เขาทำไปได้มากถึง 32 ประตูในฤดูกาลเดียว ทำให้มูรินโญเริ่มมองเขาในแง่ดียิ่งขึ้นและคาดหวังว่าจะใช้โอกาสในตัวเขาได้มากขึ้น เขามีส่วนสำคัญที่ทำให้สโมสรคว้าแชมป์ลาลีกาสเปน ตัดหน้าคู่แข่งอย่าง บาร์เซโลนา ได้สำเร็จ แล้วนี่ยังเป็นการคว้าแชมป์ลีกสเปนครั้งแรกของชายคนนี้และเป็นฤดูกาลที่เขาทำประตูได้สูงสุดตั้งแต่เล่นให้สโมสรเรอัลมาดริดอีกด้วย

สื่อกีฬาของสเปนหลายรายยกย่องในตัวมูรินโญว่ามีส่วนช่วยให้เบนเซมาเฉิดฉายกับมาดริดได้อีกครั้ง แต่ด้วยความรู้สึกที่เขาเคย “มองข้าม” ผู้เล่นรายนี้มาก่อน ทำให้เขาเลือกที่จะปฏิเสธความดีความชอบในส่วนนี้ พร้อมกับยกเครดิตในส่วนนี้ไปให้ตัวผู้เล่นเสียเองอย่างเต็มใจ

ต่อมา มูรินโญ รับใช้สโมสรเรอัลมาดริดได้ครบ 3 ปี แล้วทางสโมสรได้ตัดสินใจแยกทางกับเขา แล้วไปเซ็นสัญญากับ คาร์โล อันเชลอตติ (Carlo Ancelotti) มาเป็นกุนซือคนต่อไปในฤดูกาล 2013-14 แล้วการมาของบอสคนใหม่รายนี้จะทำให้ชีวิตของกองหน้าเบอร์ 9 คนนี้เปลี่ยนไปจริง ๆ

สามประสาน “บีบีซี” (Bale, Benzema, Cristiano Ronaldo)

กวาดแชมป์แบบนับไม่ถ้วนที่มาดริด

ในฤดูกาล 2013-14 คาร์โล อันเชลอตติ เห็นความสามารถในตัวเบนเซมา เขาเลือกใช้ผู้เล่นรายนี้เป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักของแนวรุกคู่กับ คริสเตียโน โรนัลโด และ แกเร็ท เบล ทำให้พวกเขาได้สมญานามว่า “สามประสาน BBC” (ซึ่งย่อมาจากนามสกุลของทั้งสาม แล้วต่อมาคู่แข่งเบอร์ 1 ของพวกเขาอย่างบาร์เซโลนาก็มีสามประสาน MSN หรือการรวมกันของลิโอเนล เมสซี, หลุยส์ ซัวเรซ และ เนย์มาร์ ขึ้นมาเป็นอริเบอร์ 1 ของราชันชุดขาว)

การสถาปนาสามประสาน BBC ครั้งนี้ของอันเชลอตติ ทำให้พวกเขาเข้าสู่การเข้าชิง La Decima (การเข้าชิงครั้งที่ 10) ของรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้สำเร็จ แล้วพวกเขาก็สามารถคว้าถ้วยรางวัลแชมป์ยุโรปได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่กุนซือชาวอิตาเลียนเข้ามาอยู่ในทีม หลังจากนั้นมา เบนเซมายังคงทำประตูให้กับมาดริดอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ทำให้ช่วงเวลา 2 ฤดูกาลแรกของเขา ภายใต้อันเชลอตติ ร่วมกันคว้ารางวัลแชมป์ลีก ลีกคัพ รวมถึงแชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพและคลับเวิลด์คัพอีกด้วย

ต่อมา ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2015 อันเชลอตติถูกทาบทามให้ไปคุมทีมบาเยิร์นมิวนิคในเยอรมนี ทำให้มาดริดต้องไปคว้าตัว ราฟาเอล เบนิเตซ (Rafael Benitez) อดีตกุนซือของลิเวอร์พูลมาแทนที่ โดยในช่วงนั้น เบนเซมา ยังคงเป็นตัวเลือกแรกของกุนซือรายใหม่คนนี้ เขายังทำประตูให้กับสโมสรได้อย่างต่อเนื่อง แต่ปรากฎว่าในฤดูกาล 2015-16 พวกเขาไม่ได้คว้าแชมป์แม้แต่รายการเดียวเลย ทำให้ “ราฟา” ถูกปลดจากตำแหน่งไปในช่วงครึ่งหลังฤดูกาล 2015-16

เพื่อกอบกู้สถานการณ์ของสโมสรอีกครั้ง พวกเขาได้ทำการเลือก ซีเนดีน ซีดาน มาเป็นกุนซือคนใหม่ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2016 แล้วหลังจากที่เบนเซมาทราบถึงการมาของชายคนนี้ เขารู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาจะได้กุนซือที่เป็นตำนานนักฟุตบอลจากชาติฝรั่งเศสด้วยกันมาคุมทีม ซึ่งตำนานคนนี้ยังเป็นคนที่เขานับถือเหมือน “พ่อ” อีกด้วย

ในช่วงเวลา 2 ปีแรกที่ซีดานคุมทีม เบนเซมาเฉิดฉายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพวกเขาพากันคว้าทั้งแชมป์ลีก 1 ครั้ง แชมป์สแปนิชซูเปอร์คัพ 1 ครั้ง ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 3 ครั้งติดต่อกัน รวมถึงยูฟ่าซูเปอร์คัพ 2 ครั้ง และ ฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพอีก 2 ครั้ง

ความสำเร็จในครั้งนี้ ทำให้ ซีเนดีน ซีดาน กลายเป็นอีกหนึ่งกุนซือคนสำคัญที่พามาดริดคว้ารางวัลใหญ่มากที่สุดคนหนึ่ง จากการคุมทีมเพียงแค่ 2 ฤดูกาลแรก (และอีกครึ่งฤดูกาล) เท่านั้น

ซีดานอยู่กับทีมในปี 2016-2018 ก่อนที่จะหายไปเป็นระยะเวลา 1 ปี แล้วกลับมาอีกครั้งในช่วงปี 2019-2021 เขามีส่วนสำคัญมาก ๆ ที่ทำให้เบนเซมากลายเป็นกองหน้าตัวเก่งได้

จนต่อมา คาร์โล อันเชลอตติ กลับมารับหน้าที่เป็นกุนซือเรอัลมาดริดครั้งที่ 2 ในปี 2021 หลังจากเคยคุมทีมในช่วงปี 2013 มาแล้ว หลังจากที่ซีดานลาออกจากตำแหน่งไป แล้วชื่อของ เบนเซมา ยังคงเป็นตัวเลือกสำคัญของกุนซือหน้าคุ้นเคยรายนี้เหมือนเดิม

เรอัลมาดริด คว้ายูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ปี 2022

บัลลงดอร์แรก กัปตันทีมและตำนานตลอดไปของสโมสร

การจากไปของ คริสเตียโน โรนัลโด ในฤดูกาล 2018-19 ทำให้แนวรุกของมาดริดเริ่มมีปัญหา ในขณะที่ แกเร็ท เบล ก็เริ่มมีฟอร์มที่ไม่สู้ดีเหมือนเดิม แต่เบนเซมายังคงไม่แผ่ว ! เขาทำประตูไปถึง 30 ครั้ง กลายเป็น Top Scorer ของลาลีกาในฤดูกาลนั้นไป เขายังคงแสดงให้เห็นว่าตัวเขายังสามารถ “แบกแนวหน้าของทีม” ต่อไปได้

หลังจากนั้น เซร์คิโอ รามอส (Sergio Ramos) ได้ย้ายไปเปแอสเชในปี 2021 ทำให้เบนเซมาได้โอกาสเป็น “รองกัปตัน” เป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2021-22 เป็นครั้งแรก แล้วเขาก็ได้เซ็นสัญญากับทีมเพื่ออยู่ไปจนถึงปี 2023 อีกด้วย

เบนเซมาในวัย 30 กว่า ๆ ยังคงไม่แผ่ว เขากลายเป็นศูนย์หน้าคนสำคัญของทีมในการพาราชันชุดขาวคว้าทั้งแชมป์ลีก แชมป์ยุโรป สโมสรโลก ตลอดเวลามากกว่า 10 ปีที่ได้อยู่กับสโมสรแห่งนี้ เขาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าที่แห่งนี้เขาคือฮีโร่

จนกระทั่งในปี 2022 มาร์เซโล (Marcelo) กัปตันทีมคนเดิมของมาดริดจากลาทีมไปหลังหมดสัญญา เบนเซมาได้รับโอกาสในการเป็น “กัปตันทีม” แบบเต็มตัวต่อจากเขา หลังจากนั้นเป็นต้นมา เขาทำประตูให้กับมาดริดไปมากถึง 324 ประตู แซงหน้าตำนานมาดริดอย่าง ราอูล กอนซาเลซ ไปเรียบร้อย

ผลงานที่โดดเด่นของเขาในศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2021-22 รวมถึงการพาทีมคว้าแชมป์ลีก ทำให้เบนเซมาได้รับการเสนอชื่อให้เป็นชายอันดับต้น ๆ ของโลกในการเข้าชิง “บัลลงดอร์ ปี 2022”

แล้วสุดท้ายเขาทำได้จริง ๆ เขาเป็นผู้ชนะรางวัลบัลลงดอร์ 2022 ไปไม่ผิดโผ นี่คือหนึ่งในรางวัลสูงสุดที่เขาได้ต่อจากการพาทีมคว้าแชมป์ลีก แชมป์ยุโรป แม้เขาจะไม่ได้มีโอกาสมากนักในระดับทีมชาติ แต่ด้วยความสามารถระดับ World Class เขาก็พิสูจน์แล้วว่าตัวเองไม่เป็นรองใคร

ต่อมา ในวันที่ 4 มิถุนายน ทางสโมสรเรอัลมาดริดยืนยันว่า คาริม เบนเซมา จะอำลาทีมหลังจากหมดสัญญาลง เขายังคงได้รับเสียงชื่นชมจากแฟนบอลของสโมสรในเกมสุดท้ายที่เขาพบกับอัตเลติกบิลเบา ในเกมนั้นเขาทำประตูได้ก่อนจะถูกเปลี่ยนตัวออกกับ ลูกา โมดริช (Luka Modric) แล้วนั่นคือเกมสุดท้ายที่เขาได้ลงเล่นในสีเสื้อราชันชุดขาว

กองหน้าตัวเป้า เจ้าของบัลลงดอร์ 2022 ต่อหน้าอัลอิตติฮาด

ต่อมา ในวันที่ 6 มิถุนายน 2023 เขาได้เซ็นสัญญาแบบไม่มีค่าตัวกับสโมสร อัลอิตติฮาด (Al-Ittihad) โดยทางสโมสรใหม่ที่ซาอุดีอาระเบียได้เฉลิมฉลองการเปิดตัวของเขาอย่างยิ่งใหญ่ แฟนบอลซาอุฯ รวมถึงแฟน ๆ ในโซนเอเชียหลายคนเร่เข้าไปเหมาซื้อเสื้อติดเบอร์ของเขามากมาย แล้วหลังจากนั้น เขาได้ลงสนามกับทางสโมสรเป็นตัวจริงพร้อมกับช่วยทีมทำประตูอย่างต่อเนื่องในแบบที่เขาเป็นมาโดยตลอด

ทั้งหมดนี้ก็คือความเป็นมาของ คาริม เบนเซมา หนึ่งในศูนย์หน้าตัวเป้าที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดตลอดกาลคนหนึ่งของโลก เขาประสบความสำเร็จมาแล้วมากมายในรายการระดับลีก มาตรฐานในการเล่นของเขานั้นสร้างไว้สูง นั่นจึงทำให้ผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าจะต้องพบกับความท้าทายเป็นอย่างมากหากมีความต้องการที่จะขึ้นมา “ล้มยักษ์รายนี้ได้”

อ่านบทความเพิ่มเติมของ Funsportfans ได้ที่นี่