funsportfans.com บ้านผลบอล วิเคราะห์บอล ทีเด็ดบอล ผลบอลสด ข่าวบอล

ดานี อัลเวส ตำนานฟูลแบ็กของบาร์เซโลนา

กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ถูกกล่าวถึงทั่วโลก หลังจากที่หนึ่งในสตาร์ฟุตบอลดังของโลกสัญชาติบราซิลอย่าง ดานี อัลเวส ฟูลแบ็กที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในฟูลแบ็กที่ดีที่สุดตลอดกาลของโลก ผู้คว้ารางวัลมามากถึง 43 รายการระดับโลก ถูกศาลตันสินว่ามีความผิดในข้อหาคุกคามทางเพศเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2024 พร้อมกับต้องรับโทษจำคุก 4 ปีครึ่ง พร้อมกับเสียค่าปรับอีก 150,000 ยูโรให้กับผู้เสียหาย

ซึ่งข้อหาดังกล่าวนี้กลายเป็นประเด็นที่โลกให้ความสนใจมาตั้งแต่ช่วงวันที่ 20 มกราคม 2023 หลังจากที่อัลเวสถูกทางการของกาตาลุญ (แคว้นแห่งหนึ่งในประเทศสเปน) จับกุมในไนท์คลับแห่งหนึ่งที่เมืองบาร์เซโลนา แล้วเขาต้องต่อสู้กับชั้นศาลมาตลอดระยะเวลา 1 ปี จนถึงวันที่เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงแล้วต้องรับโทษ

ก่อนที่เขาจะมาถึงจุดนี้ เขาเคยเป็นหนึ่งในนักเตะที่ได้รับการยกย่องในความสามารถการเล่นตำแหน่งฟูลแบ็ก

เบรห์เม ในสีเสื้อทีมชาติเยอรมนี

ดานี อัลเวส ผู้แจ้งเกิดในลาลีกา

อันเดรียส “อันดิ” เบรห์เม คือแบ็กซ้าย วิงแบ็กซ้ายและกองกลางตัวรับสัญชาติเยอรมัน เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 1960 ก่อนที่จะเสียชีวิตลงในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2024 ที่ผ่านมาแล้ว เขาเป็นทั้งผู้เล่นและผู้จัดการทีมตลอดช่วงเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่

เบรห์เมคือนักเตะที่มีชื่อเสียงมาจากการทำประตูในรอบชิงชนะเลิศ รายการฟุตบอลโลก ปี 1990 ส่วนในระดับสโมสรนั้น เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการค้าแข้งกับสโมสรต่าง ๆ ในเยอรมนี บ้านเกิดของเขา รวมถึงยังมีโอกาสได้ไปค้าแข้งที่อินเตอร์มิลานในอิตาลีและซาราโกซาในสเปนอีกช่วงเวลาหนึ่งด้วย

เขาเริ่มเติบโตในอาชีพการค้าแข้งมาพร้อมกับสโมสรบาร์มเบ็ค อูห์เลนฮอร์สท์ ก่อนที่จะไปเติบโตอย่างจริงจังกับสโมสร ซาร์บรึคเคนและไคเซิร์สเลาเทิร์นในช่วงปี 1980 ถึง 1986

ในสามสโมสรที่เขาไป เขาได้รับบทบาทสำคัญในการเล่นเป็นแบ็กซ้ายให้กับทีม เขามีส่วนสำคัญในการทำให้ทีมเก็บประตูกับคู่แข่งได้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี 1986 เขาได้รับโอกาสในการย้ายไปเล่นให้กับหนึ่งในทีมใหญ่ของเยอรมนีอย่าง บาเยิร์นมิวนิค ในที่แห่งนี้ เขาเริ่มเป็นที่สนใจในสายตาชาวโลกมากขึ้น ด้วยการมีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์ลีกในปี 1987 ได้สำเร็จ แถมยังเป็นใบเบิกทางสำคัญที่ทำให้เขาได้รักษาตำแหน่งตัวจริงในระดับทีมชาติอีกด้วย

ต่อมา ในปี 1988 เขาได้รับโอกาสครั้งใหม่ในการย้ายไปเล่นให้กับสโมสรอินเตอร์มิลานในอิตาลี ณ ที่แห่งนั้น เขาได้พบกับตำนานอีกสองคนของเยอรมันอย่าง โลทาร์ มัทเทอุส และ เยอร์เกน คลินส์มันน์ โดยต่อมา พวกเขาทั้งสามคนมีส่วนสำคัญที่ทำให้อินเตอร์มิลานคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาลแรกที่เบรห์เมย้ายเข้าไปได้สำเร็จ โดยเขายังได้รับเลือกเป็น “ผู้เล่นแห่งปี” ของเซเรียอา อิตาลีอีกด้วย

ในระดับทีมชาติ เบรห์เมกอดคอร่วมกับมัทเทอุสและคลินส์มันน์ในการเข้าไปแข่งขันในรายการฟุตบอลโลก 1990 ที่จัดขึ้นในประเทศอิตาลี พวกเขาทั้งสามกลายเป็นอีกคีย์แมนสำคัญอีกครั้งในการพาทีมชาติไปคว้าแชมป์โลกในเวลาถัดมา

เบรห์เม ย้ายไปเล่นให้กับสโมสร ซาราโกซา ในลาลีกาสเปน ช่วงปี 1992 ถึง 1993 แต่ในช่วงเวลานั้นเขากลับต้องพบเจอกับความยากลำบากหลายอย่าง จนในที่สุดเขาต้องย้ายกลับสู่สโมสรไคเซิร์สเลาเทิร์นในบ้านเกิดของตัวเองอีกครั้ง

เคราะห์ร้ายซ้ำ ไคเซิร์สเลาเทิร์นทำผลงานในลีกได้ไม่ดีจนต้องตกชั้น แต่เบรห์เมยังยืนกรานกับทีมว่าเขาจะอยู่สู้ต่อไปกับสโมสรเพื่อเลื่อนชัั้นกลับขึ้นมา แล้วในที่สุดเขาก็ทำได้จริง ๆ

ในช่วงเวลาบั้นปลายกับสโมสร เขาอยู่กับทีมมาตั้งแต่ปี 1993 ถึงปี 1998 โดยในฤดูกาลสุดท้ายที่เขาอยู่ เขาพาทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกาครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรอีกด้วย

เบรห์เม ในศึกฟุตบอลโลก 1990 ปะทะกับอาร์เจนตินา

ตำนานระดับทีมชาติเยอรมนี (ตะวันตก)

เบรห์เม เป็นหนึ่งในนักเตะคนสำคัญของทีมชาติเยอรมนีตะวันตก (ก่อนจะเป็นเยอรมนีแบบเต็มตัวในช่วงยุค 90s) แล้วเขาก็มีโอกาสได้ลงเล่นกับทุกรายการที่ทีมชาติเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นศึกยูโร 1984, 1988 และ 1992 รวมถึงรายการฟุตบอลโลกปี 1986, 1990 และจบด้วยปี 1994

ในรายการฟุตบอลโลก เขาเป็นนักเตะแบ็กซ้ายที่มีสไตล์การเล่นแบบเน้นเกมรุก นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้เล่นที่สามารถทำประตูจากลูกฟรีคิกใส่ทีมใหญ่ ๆ ได้หลายทีม รวมถึงยังเป็นผู้สังหารจุดโทษในเกมสำคัญของทีมชาติด้วย

เขาได้ลงเล่นไปทั้งหมด 86 นัด พร้อมกับทำไปทั้งหมด 8 ประตูในทุกรายการของทีมชาติ พร้อมกับมีแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 1990, รองแชมป์ปี 1986 และรองแชมป์ยูโรในปี 1992 ไว้เป็นเกียรติประวัติของตัวเอง

หลังจากรีไทร์ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ เขาได้ผันตัวไปเป็นผู้จัดการทีม โดยเริ่มจากการไปคุมไคเซิร์สเลาเทิร์นที่เขาเพิ่งแขวนสตั๊ดไป แต่มันกลับกลายเป็นเหมือนเหตุการณ์ซ้ำรอยในช่วงที่เขาเคยเสี่ยงตกชั้นในสมัยที่เป็นผู้เล่น ทำให้เขาต้องถูกปลดจากตำแหน่งไปหลังจากคุมทีมไปได้เพียง 2 ปีเท่านั้น

ต่อมาเขาก็ได้มีโอกาสไปคุมอุนเตอร์ฮัคกิงในลีกรอง รวมถึงเป็นผู้ช่วยให้กับสโมสรสตุตการ์ท แต่ผลงานกับทั้งสองทีมกลับไปได้ไม่ดี ทำให้เขาต้องถูกปลดออกจากตำแหน่งไปเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นเป็นต้นมา เขาก็ยังคลุกคลีอยู่กับแวดวงฟุตบอลแต่เลือกที่จะไม่รับงานคุมทีมใด ๆ อีกต่อไป

แล้วถึงแม้ว่าชีวิตหลังรีไทร์อาจไม่ราบรื่นเท่าไร แต่ชีวิตในช่วงที่เขายังเป็นนักเตะนั้นยังมีหลายสิ่งให้น่าจดจำอยู่เสมอมา

เบรห์เม ชูถ้วยฟุตบอลโลก 1990 ที่เขาคว้าชัยมา

จากจุดสูงสุดสู่จุดตกต่ำจากการกระทำของตัวเอง

เบรห์เม คือหนึ่งในตำนานนักเตะเยอรมันผู้จากไปไม่นานหลังจากที่ ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ อดีตผู้เล่นและผู้จัดการทีมร่วมชาติของเขาได้เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ เขาได้รับการจดจำจากทั่วโลกว่าเป็นหนึ่งในนักเตะสัญชาติเยอรมันที่ดีที่สุคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติ วงการฟุตบอลเยอรมันจะต้องคิดถึงและขอขอบคุณชายคนนี้ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับทีมชาติเอาไว้

รูดี เฟิลเลอร์ อดีตเพื่อนร่วมชาติของเขา ได้ออกมาแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียเพื่อนนักเตะคนนี้ของเขา พร้อมกับอธิบายว่า เบรห์เม เคยเป็นฮีโร่ของชาวเยอรมัน เขาเคยเป็น “เพื่อนสนิทคนหนึ่ง” ที่เขาจะไม่มีวันลืม พวกเราเคยเล่นด้วยกันมาในช่วงปี 1986 เป็นต้นมา เขาเป็นผู้เล่นที่คำนึงถึงทีมก่อนเสมอและพึ่งพาได้จริง ๆ

นอกจากนี้ เขายังเป็นอีกหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญให้กับนักเตะเยอรมันยุคใหม่อย่าง ฟิลลิป ลาห์ม ผู้พาเยอรมนีคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2014 ได้สำเร็จ โดยลาห์มได้กล่าวไว้ว่า “เบรห์เม คือไอดอลของผมตั้งแต่วันที่เขาทำประตูชัยในศึกฟุตบอลที่อิตาลี (1990) ครั้งนั้น ความเฉียบคมของเขาในการยิงลูกจุดโทษวันนั้นยังคงตราตรึงในใจผมมาโดยตลอดและผมเชื่อว่ายังไม่มีใครจะแข็งแกร่งได้ในระดับเขาอีกเลย”

ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวของ อันเดรียส เบรห์เม แบ็กซ้ายเยอรมันผู้สร้างประวัติศาสตร์ให้ทีมชาติและจากโลกนี้ไปอย่างวีรบุรุษ

อ่านบทความเพิ่มเติมของ Funsportfans ได้ที่นี่