funsportfans.com – ผลบอล วิเคราะห์บอล ทีเด็ดบอล ผลบอลสด ข่าวบอล

ฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศส ชุดแชมป์โลก ปี 1998
ฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศส ชุดแชมป์โลก ปี 1998

สืบจากกระแสการตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับชาติพันธ์ุของนักเตะระดับทีมชาติ ว่าทำไมต้องเป็นนักเตะลูกครึ่ง ? หรือเป็นนักเตะจากชาติอื่นแล้วใช้สัญชาติท้องถิ่น ? หรือทำไมนักเตะคนนั้นถึงมีสัญชาติท้องถิ่น ทั้งที่ลักษณะหน้าตาอาจดูไม่ใช่ แล้วมันจะมีปัญหากับการเลือกนักเตะที่มีเชื้อชาติท้องถิ่นแท้ ๆ ในพื้นที่มาลงเล่นหรือไม่

แต่หารู้ไม่ว่า บนโลกใบนี้ ฟุตบอลระดับทีมชาตินั้นมีเรื่องราวของการข้ามชาติพันธ์ุมาให้เห็นมานานกว่าร้อยปีแล้ว จนถึงทุกวันนี้ การเห็นนักเตะต่างแดนมาเล่นในทีมชาติของตัวเองอาจเป็นเรื่องชวนเซอร์ไพรซ์แฟนบอลกันอยู่บ้าง แต่มันไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดเลยในโลกของลูกหนัง

ฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศส (France National Football Team) ภายใต้การนำของสมาพันธ์ FFF ที่แฟนบอลหลายคนอาจคุ้นเคยจากโลโก้ “ไก่” บนหน้าเสื้อแข่งของพวกเขา คือหนึ่งในชาติที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพื้นที่รวมผู้คนจากหลายเชื้อชาติเข้ามาสู่ทีมมากที่สุดเป็นอันดับต้นของโลก จนกลายเป็น Controversy อยู่บ่อยครั้งว่าทำไมถึงมีนักเตะหลายชาติพันธุ์อยู่ในทีม มันจะส่งผลต่อการแข่งขันของพวกเขาหรือไม่ ?

แต่พวกเขาได้ประจักษ์ให้ชาวโลกเห็นแล้วว่า “ความแตกต่าง (ทางชาติพันธุ์) ยังสามารถทำให้พวกเขาเป็นหนึ่งเดียวได้” โดยทั้งหมดนั้นมีแชมป์ฟุตบอลโลกสองสมัย ในปี 1998 และ 2018 รวมถึงแชมป์ยูโรในปี 2000 และยูฟ่าเนชันส์ลีก (UEFA Nations League) ในปี 2021 เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าพวกเขาเป็นทีมที่อยู่ในระดับ Top Tier ของโลกใบนี้ได้อย่างแท้จริง

จากทั้งประเด็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับการมีอยู่ของผู้เล่นชาติพันธ์ุอื่นในทีมชาติ ทำให้เราได้ยกตัวอย่างของ “ฝรั่งเศส” ชาติที่รวมผู้เล่นจากหลายพื้นที่มากที่สุดในยุโรปมาเป็นประเด็นสำคัญว่าพวกเขาทำได้อย่างไร แล้วมันจะเป็นปัญหาต่อการทำทีมหรือข้อบังคับในการแข่งขันจริงหรือไม่

ฝรั่งเศส ชูถ้วยฟุตบอลโลกปี 1998 ในถิ่นฐานบ้านเกิดตัวเอง

ฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศส: ชาติของผู้ย้ายถิ่นฐาน ?

ในอดีตกาล ประเทศฝรั่งเศสนั้นถือเป็นหนึ่งในประเทศของยุโรปที่มีประวัติศาสตร์ด้านการเป็น “นักล่าอาณานิคม” มาอย่างยาวนานหลายร้อยปี พวกเขามีการไปตั้งรากฐานอยู่ในพื้นที่มากมายทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกาตอนเหนือ ทำให้พวกเขาเข้าถึงกลุ่มผู้คนที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกันมากมายแล้วได้

หลังจากเข้าสู่โลกในยุคสมัยใหม่ ผู้คนจากประเทศอาณานิคมในเขตแอฟริกาเริ่มมีความต้องการแสวงหาโอกาสในการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น พวกเขาย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในดินแดนฝรั่งเศสกันมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายครอบครัวนั้นมาอาศัยอยู่ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ บางรายก็เข้ามาเป็นกลุ่มคนรุ่นแรกในพื้นที่ห่างไกล

ด้วยความที่ฝรั่งเศสยึดหลักการ “เสรีภาพ เสมอภาพ ภราดรภาพ” (Liberty, Equality, Fraternity) มาก่อนสิ่งใด ทำให้ผู้ย้ายถิ่นฐานเหล่านี้มีอิสระมากขึ้นที่จะใช้ชีวิตในดินแดนของพวกเขา หลายคนที่ย้ายเข้ามามีทั้งผู้ที่มีความสามารถในด้านแรงงาน การเกษตร ในขณะที่บางรายนั้นเริ่มให้ความสนใจในด้านกีฬาด้วย เรื่องของ “ฟุตบอล” นั้นถือว่าเป็นอีกความฝันยิ่งใหญ่สำหรับลูกหลานของผู้คนเหล่านี้บางส่วนอีกด้วย v

อย่างไรก็ดี บทบาทของนักฟุตบอลในยุค 60s ซึ่งเป็นช่วงที่มีตำนานนักเตะฝรั่งเศสหลายคนเริ่มก้าวขึ้นสู่ความเป็นระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น จุสต์ ฟงเตน (Just Fontaine), เรย์มงต์ โคปา (Raymond Kopa) ฌอง วังซ็องต์ (Jean Vincent) หรือคนอื่น ๆ อีกมายต่างล้วนสร้างชื่อให้ทีมชาติกันตั้งแต่ยุคนี้ ยังไม่มีนักเตะฝรั่งเศสจากถิ่นแอฟริกาเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

แต่แล้ว การมาของ ลาร์บี เบนบาเรค (Larbi Benbarek) กองกลางตัวรุกเชื้อสายโมร็อกโกที่ย้ายมาเล่นให้กับสัญชาติฝรั่งเศสนั้นถือเป็นนักเตะแอฟริกันคนแรก ๆ ของทีมชาติฝรั่งเศสที่มีบทบาทกับทีมชาติชุดใหญ่อย่างเป็นทางการ

อีกนักเตะเชื้อสายแอฟริกันคนสำคัญก็คือ มาริอุส ปอล เทรซอร์ (Marius Paul Tresor) กองหลังชื่อดังนั้นกลายเป็นการจุดประกายให้ผู้ย้ายถิ่นฐานแอฟริกันในฝรั่งเศสเริ่มสนใจฟุตบอลมากขึ้น โดยเขาได้เริ่มเป็นนักเตะเชื้อสายแอฟริกันคนแรกในทีมชาติที่เฉิดฉายในระดับเวทีโลกยุค 70s และเริ่มดึงความสนใจให้กับแฟนบอลชาวฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ดี แม้การมาของ เบนบาเรค และ เทรซอร์ อาจยังไม่ทำให้ฝรั่งเศสเข้าสู่รอบสูง ๆ ทั้งในรายการยูโรหรือฟุตบอลโลกได้ แต่เขาก็กลายเป็นเหมือนจุดประกายสำคัญให้นักเตะฝรั่งเศสเชื้อสายแอฟริกันหลายคนเริ่มก้าวเข้าสู่ระทีมชาติเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

แล้วถ้าหากพูดถึงยุคที่ฟุตบอลทีมชาติเฉิดฉายมากที่สุด ก็คงจะเป็นทีมชาติในยุคปี 1984 ที่ มิเชล พลาตีนี (Michel Platini) กัปตันทีมชาติผู้พาฝรั่งเศสคว้าแชมป์ยูโรแรกได้สำเร็จ

อย่างไรก็ดี ในยุคนั้นกลับไม่ค่อยมีนักเตะเชื้อสายแอฟริกันที่ขึ้นมาเฉิดฉายได้เท่ากับในยุคปี 1998 ที่ฝรั่งเศสได้ตัวผู้เล่นผลัดถิ่นเข้ามาสู่ทีมมากมาย เช่น มาร์กเซล เดอไซญี (Marcel Desailly), เทียร์รี อองรี (Thierry Henry), ลีลียอง ตูราม (Lilian Thuram), ดาวิด เทรเซเกต์ (David Trezeguet) หรือแม้แต่ซูเปอร์สตาร์ดังของยุคอย่าง ซีเนดีน ซีดาน (Zinedine Zidane) และคนอื่น ๆ อีกมากมายนั้นเป็นนักเตะต่างชาติพันธุ์ที่ขึ้นมาเฉิดฉายกับฝรั่งเศสและมีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทีมชาติอีกด้วย

หลังจากจบการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 1998 เป็นต้นมา ทีมชาติเริ่มมีความเปิดกว้างในการรับนักเตะผลักถิ่นเข้าสู่ทีมมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ด้วยธรรมเนียมของ “เสรีภาพ เสมอภาพ ภราดรภาพ” ที่พวกเขายึดถือมาโดยตลอด

ฝรั่งเศส ชุดรอบชิงชนะเลิศปี 2006 ปะทะกับอิตาลี

มากคน = มากความ ?

ด้วยความที่ทีมชาติมีผู้เล่นมากมายจากหลายเชื้อชาติรวมกัน พวกเขาจะได้ความหลากหลายทางสรีระร่างกายของผู้เล่นมาเป็นข้อได้เปรียบเพิ่มเติมอีกด้วย เนื่องจากนักเตะแอฟริกันส่วนใหญ่นั้นมีร่างกายที่สูงใหญ่ มีพละกำลังดี ทำให้พวกเขาสามารถเล่นได้ทั้งเกมรุกและเกมรับได้อย่างดุดันไม่แพ้ชาติใด ๆ ในโลกนี้

ในขณะเดียวกัน ผู้เล่นหลายคนในชุดทีมชาติล้วนได้รับการคัดเลือกจากสโมสรชั้นนำทั่วลีกยุโรป พวกเขาจะมีประสบการณ์ในสนามจากลีกชื่อดังระดับยุโรปเพื่อนำมาใช้งานในระดับทีมชาติได้ดี เพราะพวกเขาจะมีความเข้าใจในการเล่นของผู้เล่นในแต่ละชาติ หรือลีกในแต่ละประเทศได้มากขึ้น ทำให้พวกเขาสามารถปรับตัวกับการเล่นในระดับสูงได้อย่างไร้ข้อกังขา

อย่างไรก็ดี การมีมากคนจากต่างที่มา ก็ย่อมนำไปสู่ปัญหาได้เช่นเดียวกัน หนึ่งในปัญหาสำคัญที่กลายเป็นประเด็นที่กลายเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้งคือเรื่องของชาติพันธุ์ผู้เล่น หนึ่งในผู้เล่นชื่อดังที่ตกเป็นข่าวในกรณีนี้ก็คือ ซีเนดีน ซีดาน ด้วยความที่เขามีเชื้อสายแอลจีเรีย แต่ตัวเขาปฏิเสธออกสื่อว่าต้องการเล่นให้ทีมชาติฝรั่งเศส บ้านเกิดที่เขาเติบโตมานั่นเอง

หรือถ้าจะยกกรณีตัวอย่างนักเตะผู้มีความสามารถยุคปัจจุบันก็มีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น อุสมาน เด็มเบเล (Ousmane Dembele), เอ็นโกโล ก็องเต (N’Golo Kante), วิลเลียม ซาลีบา (William Saliba), ฌูลส์ กุนเด (Jules Kounde), ออเรเลียง ชูอาเมนี (Aurelien Tchouameni), เอดูอาร์โด กามาวีงกา (Eduardo Camavinga), คาริม เบนเซมา (Karim Benzema) รวมถึงสตาร์ดังของยุคอย่าง คีลียัน เอ็มบัปเป้ (Kylian Mbappe) นั้นต่างมีเชื้อสายแอฟริกันมาทั้งนั้น แต่พวกเขาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันไม่ใช่อุปสรรคใด ๆ ต่อการเล่นให้ฝรั่งเศสเลยแม้แต่นิดเดียว

ภาพที่แฟนบอลจะได้เห็นนักเตะผิวสีหรือต่างเชื้อชาติในไลน์อัพของทีมชาตินั้นก็จะเป็นภาพจำที่เป็นปกติสำหรับแฟนบอลทั่วโลกไปแล้ว

ฝรั่งเศส ชูถ้วยฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 ของชาติในปี 2018

ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของทีมชาติ

ฟุตบอลฝรั่งเศสในยุคสมัยหลังจากที่ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ (Didier Deschamps) อดีตกัปตันทีมชาติชุดแชมป์ปี 1998 เข้ามาคุมทีม ถือเป็นยุคที่ทีมชาติมีโอกาสเข้าสู่การลุ้นแชมป์หลายรายการ ตั้งแต่ที่ชายคนนี้ได้เข้ามาคุมทีม พวกเขามีโอกาสได้ไปถึงรอบชิงชนะเลิศในศึกยูโร 2016 ที่ไปพ่ายให้กับโปรตุเกส

แต่หลังจากนั้น พวกเขาก็ได้รับการการันตีว่าเป็นเต็ง 1 ในการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย แล้วพวกเขาก็สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 ของพวกเขาที่นั่นได้สำเร็จจริง ๆ จนทำให้ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ กลายเป็นชายคนที่ 3 ของโลกใบนี้ที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ทั้งในฐานะผู้เล่นและผู้จัดการทีม (พร้อมกับ มาริโอ ซากัลโล และ ฟรานซ์ เบคเกนบาวเออร์ ที่เคยทำได้ก่อนหน้านี้) และเป็น “กัปตันทีม” คนที่ 2 ของโลก ร่วมกับ เบคเกนบาวเออร์ ที่คว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ

ฟุตบอลในยุคของเดส์ชองส์นั้นจะมีผู้เล่นต่างเชื้อสายอยู่ในทีมเป็นจำนวนมาก โดยเขาจะเน้นพิจารณาคัดเลือกนักเตะจากความสามารถส่วนบุคคลมากกว่าที่จะไปเล็งในเรื่องผลประกอบการของสโมสรหรือความนิยมของนักเตะ ทำให้ทีมของพวกเขาสามารถบุกไปคว้าแชมป์ ยูฟ่าเนชันส์ลีก ในปี 2020-21 ได้อีก ก่อนที่จะไปพลาดในการป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อปี 2022 ที่ไปพ่ายแพ้รอบดวลจุดโทษกับอาร์เจนตินาไป

แล้วถึงแม้ว่าพวกเขาจะล้มเหลวในการป้องกันแชมป์ แต่มันก็ทำให้ซูเปอร์สตาร์ดังของทีมอย่าง เอ็มบัปเป้ ได้สร้างสถิติใหม่ของตัวเองด้วยการทำแฮททริคในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกได้สำเร็จ เขากลายเป็นผู้เล่นคนที่ 2 ของโลกที่ทำสถิตินี้ได้ แล้วหลังจากจบรายการฟุตบอลโลกลง เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมคนถัดไปเพื่อไปลุยในศึกยูโร 2024 หลังจากที่ อูโก โยริส (Hugo Lloris) กัปตันคนเดิมและ ราฟาเอล วาราน (Raphael Varane) รองกัปตันประกาศรีไทร์จากทีมชาติไป

ฝรั่งเศส ในชุดก่อนฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์

ในปัจจุบัน ฝรั่งเศสมีความแข็งแกร่งทั้งในเกมรุกและเกมรับ พวกเขามีนักเตะที่มีสไตล์หลากหลายและสามารถเล่นเป็นทีมได้ โดยปัจจัยด้านความหลากหลายของเชื้อชาตินั้นไม่ใช่จุดอ่อนของพวกเขาแต่กลับกลายเป็นจุดแข็งที่สำคัญของพวกเขาเสียด้วยซ้ำไป

ทั้งหมดนี้ก็คือบทสรุปของความหลากหลายของนักเตะทีมชาติฝรั่งเศส ชาติที่รวมความหลากหลายทางชาติพันธุ์ไว้ในที่เดียว พวกเขายังคงมีบทพิสูจน์อีกมากมายรออยู่เพื่อรักษาความเป็นทีมชาติระดับแนวหน้าต่อไป

อ่านบทความเพิ่มเติมของ Funsportfans ได้ที่นี่