funsportfans.com – ผลบอล วิเคราะห์บอล ทีเด็ดบอล ผลบอลสด ข่าวบอล

การประชันกันของคู่แดงเดือดในพรีเมียร์ลีก 2023-24
การประชันกันของคู่แดงเดือดในพรีเมียร์ลีก 2023-24

การแข่งขันใน “ศึกแดงเดือด” ระหว่างลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ถือเป็นหนึ่งในการแข่งขันรายการหนึ่งจากพรีเมียร์ลีกที่มีการกล่าวขานและมีผู้ชมมากที่สุดในโลก นี่คือการประชันกันระหว่างสโมสรจากสองทีมระดับ Big Six ของลีกอังกฤษ ในทุกการแข่งขันระหว่างสองสโมสรนี้จะมีเรื่องราวให้เล่าขานกันอย่างต่อเนื่องไปแบบไม่รู้จบ

เรียกได้ว่าถ้าหากทีมใด “พลาด” ด้วยการ “พ่ายแพ้” ก็จะถูกล้อเลียน วิจารณ์ ถูกยกประเด็นความผิดพลาดมาพูดถึงต่อไปอีกนานแสนนานเลยทีเดียว

เรื่องราว “ความขัดแย้ง” ระหว่างทั้งสองสโมสรนั้นไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องการแข่งขันในพรีเมียร์ลีกหรือรายการฟุตบอลถ้วยยุโรปเท่านั้น แต่มันยังมีประเด็นในเรื่องความขัดแย้งระหว่างเมือง เหตุผลทางการเมือง เศรษฐกิจ ความสำเร็จของแต่ละสโมสร รวมถึงรายได้มหาศาลที่ทั้งสองสโมสรจะต้องแย่งชิงกันคว้ามาให้ได้

ทั้งหมดนี้มันจึงทำให้การแข่งขันระหว่างทั้งสองสโมสรเป็นเหมือน “ตัวแทนแห่งการจัดการความขัดแย้ง” ในปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวไว้เบื้องต้นอีกด้วย

แล้วเรื่องราวของ “ศึกแดงเดือด” ของทั้งสองสโมสรนั้นมีที่มาและมีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อการแข่งขันพรีเมียร์ลีก (และฟุตบอลยุโรป) เรามีสรุปไว้ให้แล้วที่นี่ !

เจอร์ราร์ด ปะทะ ฟาน เพอร์ซี

ความขัดแย้งระหว่างสองเมืองใหญ่

ที่ตั้งของเมือง “ลิเวอร์พูล” และ “แมนเชสเตอร์” นั้นอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษและมีระยะห่างกันเพียง 56 กิโลเมตรเท่านั้น ทั้งสองเมืองมีความเป็น “คู่แข่งกัน” ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ทางแมนเชสเตอร์นั้นเคยเป็นเสมือน “ตัวแทน” ของหัวเมืองทิศเหนือในอังกฤษ พวกเขามีความมั่งคั่งยิ่งกว่าเมืองใด ๆ ในพื้นที่เมอร์ซีย์ไซด์ มากกว่าที่ลิเวอร์พูลเป็นด้วยซ้ำ

จนกระทั่งในวันหนึ่ง ลิเวอร์พูล เริ่มเติบโตขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด พวกเขากลายเป็น “เมืองท่า” ที่สำคัญของทางเหนือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของพวกเขาทำให้ที่แห่งนี้เริ่มได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองรองแห่งอังกฤษ”

ทางแมนเชสเตอร์เล็งเห็นว่าบทบาทของพวกเขาเปลี่ยนไป ทำให้พวกเขาเริ่มมีความคิดสร้าง “คลอง” ขึ้นมาเพื่อให้เรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ใช้เป็นทางผ่านไปได้ แต่แนวคิดการสร้างนี้กลายเป็นสิ่งที่ชนชั้นแรงงานของลิเวอร์พูลยอมรับไม่ได้ เพราะมองว่าการสร้างคลองนี้ขึ้นมันคือการ “แย่งงาน” จากพวกเขาไป

ความขัดแย้งของชนชั้นแรงงานลิเวอร์พูลที่มีต่อเมืองแมนเชสเตอร์ก็ได้เริ่มปะทุขึ้นมาตั้งแต่ปี 1894 หลังจากที่การสร้างคลองแห่งนี้เสร็จสิ้นลง

นอกจากนี้ ทั้งสองเมืองยังต้องพบเจอกับการขาดรายได้เพิ่มเติม จากการมาของตลาดแรงงานเอเชียที่เริ่มเข้ามาเผยแผ่ในประเทศ ในส่วนของลิเวอร์พูลนั้นต้องสูญเสียรายได้จากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ จากเดิมที่จะมีการขนส่งในถิ่นอเมริกาเหนือ แต่เส้นทางใหม่จะเข้ามาจากในทวีปยุโรปด้วยกันและทางเอเชียสู่ท่าเรือทางใต้ของประเทศอังกฤษแทน ทำให้ลิเวอร์พูลเสียรายได้ในส่วนนี้ไป ส่วนแมนเชสเตอร์นั้นสูญเสียรายได้จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมสิ่งทอของเอเชียไป ทำให้วัฒนธรรมบางอย่างของทั้งสองเมืองนั้นเปลี่ยนแปลงไปด้วย

แต่เดิมนั้น ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ คือส่วนหนึ่งของมลฑล “แลงคาเชอร์” (Lancashire) จนกระทั่งการมาของกฎการปกครองท้องถิ่น ปี 1972 ทำให้ทั้งสองเมืองนี้ต้องแยกออกจากกันไปในปี 1974 โดยลิเวอร์พูลจะเป็นหัวเมืองใหญ่แห่งเมอร์ซีย์ไซด์ ส่วนแมนเชสเตอร์จะกลายเป็น “เกรทเทอร์แมนเชสเตอร์” แทน

อย่างไรก็ดี ความเป็นคู่แข่งกันระหว่างสองเมืองจะยังคงอยู่ต่อไป เพราะปัจจัยภายนอกระหว่างพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนไปแต่อย่างใด

ผู้เล่นชุดแรกของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ปี 1905

แดงเดือดในฟุตบอลเริ่มต้นมาจากอะไรกันแน่ ?

ในด้านของฟุตบอลนั้น ทั้งสองหัวเมืองต่างมีประวัติการก่อตั้งสโมสรเกิดขึ้นมานานกว่าร้อยปี โดย “แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เอฟซี” เริ่มต้นมาจากการเป็น Newton Heath LYR F.C. ในปี 1878 โดยชื่อของสโมสรนั้นตั้งมาจากชื่อย่านนิวตันฮีทที่พวกเขาเลือกเป็นที่ตั้งของสนามแข่ง แต่พวกเขาได้เข้าแข่งขันในระดับเอฟเอคัพเป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคม 1886

ก่อนที่จะกลายเป็น “แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เอฟซี” อย่างเป็นทางการในวันที่ 24 เมษายน 1902

ส่วน “ลิเวอร์พูล เอฟซี” นั้นเริ่มก่อตั้งในวันที่ 3 มิถุนายน 1892 โดยการริเริ่มของ จอห์น ฮาวล์ดิง (John Houlding) แต่เดิมนั้นพวกเขายังอยู่ภายใต้สโมสร “เอฟเวอร์ตัน” แต่ด้วยการตัดสินใจในครั้งนี้ ทำให้เอฟเวอร์ตันตัดสินใจย้ายที่ตั้งสนามของตัวเองจาก “แอนฟิลด์” (Anfield) ที่เดิมเคยเป็นของพวกเขา ไปสู่ “กูดิสันพาร์ค” (Goodison Park) แทน

ในที่สุด ฮาวล์ดิง ได้ก่อตั้ง ลิเวอร์พูล เอฟซี ขึ้นมาได้สำเร็จ พร้อมกับสร้างความร้าวฉานให้กับแฟนบอลเอฟเวอร์ตันเพิ่มเติมอีกด้วย โดยในการแข่งขันที่ทั้งสองสโมสรนี้พบกัน แฟนบอลลิเวอร์พูลจะมีการบทล้อเลียน “พวกแกควรจะจ่ายค่าเช่า” มาล้อเลียนเอฟเวอร์ตันอยู่เสมอ

พวกเขาลงแข่งขันใน “ระดับดิวิชัน 2” ของลีกอังกฤษในปี 1893 โดยไม่แพ้ทีมใด ๆ ในลีกแล้วได้เลื่อนขึ้นมาสู่ลีกระดับสูงสุด โดยในช่วงการเลื่อนชั้นนั้น พวกเขาจะได้ลงเล่น “Test Match” กับสโมสร “นิวตันฮีท” (แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในชื่อเดิม) โดยในเกมนั้นพวกเขาชนะไป 2-0 แล้วมันกลายเป็นโอกาสครั้งแรกที่ลิเวอร์พูลจะได้ครองพื้นที่ในระดับสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษไป

หลังจากนั้นมา ลิเวอร์พูลคว้าถ้วยรางวัล “ลีกแชมเปียนชิพ” เป็นครั้งแรกได้สำเร็จในปี 1901 ตามด้วยการเอาชนะ “แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด” ที่เพิ่มรีแบรนด์สโมสรตัวเองและเลื่อนขั้นขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดในปี 1906 แต่ต้องเสียถ้วยรางวัลไปให้กับลิเวอร์พูล

แต่หลังจากผ่ายไปสองปี ในฤดูกาล 1907-08 ลิเวอร์พูลหล่นไปอยู่กลางตาราง ส่วนแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นจ่าฝูงและคว้าถ้วยรางวัลในฤดูกาลนั้นไป

ความดุดันของทั้งสองสโมสรทั้งภายในและภายนอกเริ่มเกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยทั้งสองทีมต่างแย่งชิงตำแหน่งสูงสุดของลีกกันมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งโลกเริ่มได้รับผลกระทบจาก “สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง” และ “สงครามโลกครั้งที่สอง” ทำให้วงการฟุตบอลทั่วโลกหยุดชะงักไป พวกเขาต้องผ่านช่วงเวลาอันแสนยากลำบากนี้ไปด้วยกัน แต่ความเป็นคู่อริต่อกันไม่ได้จางหายไปไหน

ศึกฟุตบอลคู่ขัดแย้งเบอร์ 1 ของอังกฤษระหว่าง ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด มีอีกชื่อเรียกที่คนอังกฤษคุ้นเคยก็คือ Northwest Derby หรือที่คนไทยคุ้นหูกับคำว่า “ศึกแดงเดือด” แต่ผู้คนในอังกฤษจะไม่ได้ใช้คำนี้แต่อย่างใด

เซอร์ แมตต์ บัสบี คว้าถ้วยรางวัลกับยูไนเต็ด

ศึกระหว่างสองขั้วในยุคศตวรรษที่ 20 และต้นศตวรรษที่ 21

หลังจบสงครามโลกครั้งที่สองลง โลกของฟุตบอลเริ่มกลับมามีสีสันมากขึ้น แต่ความขัดแย้งระหว่างสองสโมสรยังคงอยู่มาอย่างยาวนาน หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงยุคกลางศตวรรษที่ 20 คือการปรากฎตัวของ เซอร์ แมตต์ บัสบี (Sir Matt Busby) อดีตกัปตันทีมของลิเวอร์พูล ที่กลายไปเป็นผู้จัดการทีมของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นคู่แข่งเบอร์หนึ่งโดยตรง พร้อมกับพาทีมเอาชนะ 4 ถ้วยรางวัลในช่วงปี 1948 ถึง 1950

นั่นจึงทำให้ทางลิเวอร์พูลต้องไปคว้าตัว บิลล์ แชงค์ลี (Bill Shankly) มาเพื่อต่อกรกับบัสบี เพราะพวกเขามองว่านี่คือการ “ทรยศ” ต่อสโมสรเก่า

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทั้งสองสโมสรต่างห้ำหั่นกันเองมาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงปี 1964 ถึง 1967 พวกเขาต่างผลักกันคว้าถ้วยแชมป์กันมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในช่วงหลังปี 1964 เป็นต้นไป แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไม่ได้คว้ารางวัลใด ๆ ไปอีกยาวนานกว่า 20 ปี ในขณะที่ลิเวอร์พูลทิ้งห่างด้วยการคว้ารางวัลทั้งแชมป์ลีก แชมป์ในประเทศและแชมป์ยุโรป

เข้าสู่ปลายยุค 70s เป็นต้นมา ความดุเดือดระหว่างสองสโมสรเริ่มขึ้นอีกครั้ง เมื่อทางแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้เริ่มพลิกผันตัวเองให้กลับสู่การคว้าแชมป์อีกครั้งในรอบ 26 ปี (นับจากปี 1964 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเขาได้แชมป์ลีก) โดยการมาของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตั้งแต่ปี 1986 พร้อมกับการยกระดับทีมในรูปแบบใหม่ของเขา ทำให้สโมสรแมนฯ ยูไนเต็ดคว้าแชมป์ลีกมาได้ถึง 13 ครั้ง แชมป์ในประเทศอีก 23 ครั้งและแชมป์ยุโรปอีก 5 ครั้ง เรียกได้ว่าในยุค 90s เป็นต้นไป พวกเขาสามารถทิ้งห่างคู่แข่งเบอร์หนึ่งอย่างลิเวอร์พูลไปได้เลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี ลิเวอร์พูลยังมีโอกาสเอาชนะในรายถ้วยยุโรปได้ในช่วงปี 2005 และ 2019 รวมถึงรางวัลลีกคัพในปี 2003 และ FA Cup ในปี 2006 และ 2022 ทำให้พวกเขายังมีโอกาสตีตื้นขึ้นมาได้อยู่

จนกระทั่งเข้าสู่ฤดูกาล 2019-20 ลิเวอร์พูลกลายเป็นแชมป์ลีกได้อีกครั้ง ภายใต้การนำทีมของเยอร์เกน คล็อปป์ ทำให้ลิเวอร์พูลที่เคยร้างแชมป์มานานกว่า 30 ปี นับตั้งแต่ปี 1990 ได้กลับขึ้นมาอยู่จุดสูงสุดได้อีกครั้ง

ในขณะที่ทางแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด นับตั้งแต่การจากไปของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในปี 2013 แล้วมีการเปลี่ยนผู้จัดการทีมมาอย่างต่อเนื่อง ยังไม่เคยได้ถ้วยแชมป์ลีกอีกเลย

เจอร์ราร์ด ปะทะ ฟาน เพอร์ซี

The Reds ในยุคปัจจุบัน

ความขัดแย้งระหว่างสโมสรนั้นถูกส่งต่อไปถึงระดับผู้เล่นและผู้จัดการทีม ในยุคปัจจุบันจะมีผู้เล่นที่เป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้งระหว่างสโมสรอยู่หลายคน ไม่ว่าจะเป็น เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) กองหน้าผู้เป็นผลผลิตจากเอฟเวอร์ตัน ซึ่งเป็นคู่แข่งร่วมเมืองของลิเวอร์พูล แล้วได้ย้ายไปเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดพร้อมกับสร้างตำนานไว้ในยุคของ “เฟอร์กี” พร้อมกับเคยออกมากล่าวกับสื่อไว้ว่าชีวิตของเขาเติบโตมาด้วยการ “เกลียด” เดอะเรดส์ (ลิเวอร์พูล) เอามาก ๆ

ในขณะเดียวกัน สตีเวน เจอร์ราร์ด (Steven Gerrard) กองกลางผู้มีดีเอ็นเอของความเป็นลิเวอร์พูลอยู่ในตัว ก็เป็นหนึ่งในนักเตะที่ออกมาประกาศกร้าวว่าไม่ต้องการให้มีเสื้อของ “แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด” อยู่ในบ้านของตัวเอง เรียกได้ว่านี่คือการประกาศสงครามอย่างเต็มรูปแบบระหว่างเขา ที่เป็นเสมือนตัวแทนของสโมสร ต่อคู่แข่งเบอร์หนึ่งของพวกเขา

นอกจากนี้ ยังมีนักเตะในยุคเดียวกันหลายคน ไม่ว่าจะเป็น แกรี เนวิวล์ (Gary Neville), ริโอ เฟอร์ดินานด์ (Rio Ferdinand), พอล สโคลส์ (Paul Scholes) ที่ออกมาแสดงถึงความไม่ชอบในลิเวอร์พูล ส่วนในฝั่งของลิเวอร์พูลยุคเดียวกันก็จะมี เจมี คาร์ราเกอร์ (Jamie Carragher), สตีฟ แม็คมานามาน (Steve McManaman) รวมถึงร็อบบี ฟาวเลอร์ (Robbie Fowler) และคนอื่น ๆ อีกมากมายได้ออกมาตอบโต้การแสดงออกของชาวยูไนเต็ดด้วยการแสดงฝีมือออกมาอย่างถึงที่สุดอีกด้วย

ความ “เกลียดชัง” ระหว่างสองสโมสร (และสองเมือง) ถูกส่งต่อมายังโลกของฟุตบอล ไม่ว่าพวกเขาจะเจอกันกี่ครั้งกี่หน จะต้องมีประเด็นสักอย่างเกิดขึ้นอยู่เสมอ ไม่ว่ามันจะเป็นปัจจัยภายนอกหรือภายใน ไม่ว่าการแข่งขันจะเกิดขึ้นในแอนฟิลด์หรือโอลด์แทรฟฟอร์ด หรือแม้แต่สนามอื่น ๆ ที่พวกเขาต้องเจอกันเอง มันก็มักจะมีเรื่องการเกลียดชังต่อกันเกิดขึ้นไม่ทางใดทางหนึ่งอยู่เสมอและไม่มีท่าทีว่าจะจบสิ้น

แต่จะมีอยู่เพียงสองเหตุการณ์สำคัญของทั้งสองสโมสรเท่านั้นที่พวกเขาจะไม่นำมา “ล้อเลียน” และจะถือว่าเป็นการ “ละเมิดกฎหมาย” และ “ทำร้ายผู้สูญเสีย” นั่นคือเหตุการณ์โศกนาฏกรรมมิวนิคในปี 1958 ที่เครื่องบินบริติชยูโรเปียนแอร์เวยส์ ไฟลท์ 609 ตกพื้นหลังจากพยายามเทคออกที่สนามบิน ทำให้ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดที่อยู่ในเครื่องบินลำนี้เสียชีวิตไป 23 คน กลายเป็นเหตุการณ์ที่ทางสโมสรต้องพบกับการสูญเสียครั้งใหญ่และต้องใช้เวลานานกว่าหลายปีในการเยียวยาต่อการสูญเสีย พวกเขามีการรำลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกวันที่ 6 กุมภาพันธ์ของทุกปี

ส่วนการสูญเสียครั้งใหญ่ของลิเวอร์พูล คือโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร (Hillsborough) ในปี 1989 ที่พวกเขาเข้าชิงชนะเลิศ FA Cup กับสโมสรน็อตติงแฮมฟอเรสต์ ที่มีปัญหาเรื่องการจัดแบ่งที่นั่งในสนาม ทำให้แฟนบอลลิเวอร์พูลทำให้แฟนบอลกว่า 3,000 คนเข้าไปอัดกันในล็อกที่นั่ง 3-4 ทำให้แฟนบอลที่แห่กันเข้าไปจากข้างหลังอัดแฟนบอลที่อยู่ข้างหน้าจนติดรั้วสนาม ทำให้แฟนบอลที่ถูกอัดรั้วด้านหน้าต้องเสียชีวิตลง เหตุการณ์นั้นทำให้มีแฟนบอลเสียชีวิต 94 ราย (เสียชีวิตเพิ่มอีก 3 ราย เป็นทั้งหมด 97 รายในภายหลัง)

โศกนาฏกรรมในครั้งนี้ยังเป็นปัจจัยครั้งสำคัญที่ทำให้ฟุตบอลอังกฤษออกกฎอย่างเข้มงวดมากขึ้นในการจัดพื้นที่อัฒจันทร์ของสนามฟุตบอลในทุกระดับ โดยเฉพาะใน 2 ดิวิชันแรกให้มีพื้นที่เพียงพอและสมบูรณ์เสมอ ในขณะที่ทางสโมสรลิเวอร์พูลนั้นได้รำลึกถึงเหตุการณ์นี้เสมอในทุกวันที่ 15 เมษายนของทุกปี พร้อมกับติดสัญลักษณ์ “97” ไว้ที่ด้านหลังเสื้อแข่งของทางสโมสรอีกด้วย

โม ซาลาห์ ฉลองการทำประตูใส่ยูไนเต็ดของเขา

ในส่วนของสถิติการเจอกันทั้งหมดระหว่างสองสโมสรนี้ (จากข้อมูลในปี 2023) จะพบว่า แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ชนะลิเวอร์พูลไป 82 เกมในทุกรายการ ส่วนลิเวอร์พูลเอาชนะไป 71 เกม ผลออกเสมอระหว่างคู่นี่เกิดขึ้นทั้งหมด 58 เกม โดยสถิติผลต่างสกอร์สูงสุดระหว่างคู่นี่คือเกมที่ลิเวอร์พูลชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไป 7-0 ในเกมพรีเมียร์ลีก วันที่ 5 มีนาคม 2023 ทำลายสถิติเดิมที่ลิเวอร์พูลเคยทำไว้ 7-1 ในปี 1895 ไป

โดยผู้เล่นที่ได้ลงเล่นในศึกแดงเดือดมากที่สุด คือ ไรอัน กิกส์ (Ryan Giggs) จากแมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยจำนวน 48 นัด ส่วนผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลในการเจอกันทั้งสองสโมสรนี้คือ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ด้วยจำนวน 12 ประตู (จากข้อมูลในปี 2023)

ความดุดันระหว่างสองสโมสรยังคงเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนานกว่า 100 ปี อย่างไรก็ดี ในอีกแง่มุมหนึ่ง การเจอกันระหว่างสองสโมสรนี้ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในการแข่งขันที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก ทั้งจากแฟนบอลทั้งสองทีม แฟนบอลอังกฤษ แฟนบอลทั่วโลก รวมถึงผู้ชมทั่วไปที่ไม่ได้เชียร์บอลหลายคนต่างเคยมีโอกาสได้ยินกับคำว่า “แดงเดือด” มาแล้วทั้งนั้น

ทั้งหมดนี้ก็คือความเป็นมาของ ศึกแดงเดือด ที่มีที่มาตั้งแต่รากฐานของทั้งสองเมือง ทำให้การแข่งขันฟุตบอลนั้นเป็นเหมือนตัวแทนของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นด้วย

อ่านบทความเพิ่มเติมของ Funsportfans ได้ที่นี่