funsportfans.com บ้านผลบอล วิเคราะห์บอล ทีเด็ดบอล ผลบอลสด ข่าวบอล

ฟันธงฟุตบอลคืนนี้

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ชูถ้วยพรีเมียร์ลีกกับยูไนเต็ด

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือที่รู้จักในชื่อเต็มว่า อเล็กซานเดอร์ แชปแมน เฟอร์กูสัน (Alexander Chapman Ferguson) คือชื่อของผู้จัดการทีมที่เหล่าแฟนบอล “แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด” จะคุ้นเคยกันเป็นพิเศษ

เขาคือตำนานผู้จัดการทีมที่สร้างเกียรติประวัติอันยอดเยี่ยมเอาไว้มากมายกับทางสโมสรเป็นเวลาเกือบ 3 ทศวรรษ ตั้งแต่ปี 1986 ถึง 2013 พร้อมกับพา “ปีศาจแดง” คว้าถ้วยรางวัลไปแล้ว 38 รายการซึ่งเป็นรายการแชมป์พรีเมียร์ลีกไปแล้ว 13 ถ้วย เอฟเอคัพอีก 5 ถ้วยและยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกอีก 2 ถ้วย

นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้จัดการทีมคนสำคัญที่วางรากฐานระบบต่าง ๆ ในสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไว้อย่างดี ทำให้ทีมของเขาสามารถต่อสู้กับทีมอื่น ๆ ทั้งในลีกและนอกลีกได้อย่างไม่เกรงกลัวใคร เรียกได้ว่าการมาของชายคนนี้คือ “ยุคทอง” ของยูไนเต็ดอย่างแท้จริง

แล้วสิ่งที่ “เฟอร์กี” สร้างเอาไว้ให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง เรามีสรุปให้แล้วที่นี่ !

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กับการคุมทีมปีแรก
เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กับการคุมทีมปีแรก

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เข้าสู่ถิ่นปีศาจแดงปลายยุค 80s

ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 1986 เฟอร์กูสันได้เซ็นสัญญาเป็นผู้จัดการทีมเพื่อเข้ามากอบกู้วิกฤตที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกำลังอยู่ในภาวะตกต่ำอย่างต่อเนื่อง เขาเจอกับปัญหามากมายไม่ว่าจะเป็นการติดสิ่งเร้าภายนอกของผู้เล่นในทีม ระบบทีมที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง รวมถึงการเติบโตของสโมสรอื่น ๆ ที่พร้อมห้ำหั่นกันอยู่ตลอดเวลา ในฤดูกาลนั้นเขาพาทีมไปได้สูงสุดด้วยอันดับ 11 ของตารางลีกสูงสุดเท่านั้น

แถมเคราะห์ร้ายซ้ำเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ “เอลิซาเบธ” แม่ของเขาป่วยเป็นโรคมะเร็งปอดและเสียชีวิตในวัย 64 ปี ทำให้เขาต้องสูญเสียหลายอย่างไปในช่วงเวลาไม่ถึงปี

ต่อมา เฟอร์กูสันได้ทำการเสริมผู้เล่นในหลายตำแหน่งเพื่อเติมเต็มในสิ่งที่ทีมยังขาดไปในช่วงฤดูกาล 1989-90 โดยผู้เล่นที่เป็นกุญแจสำคัญในการเสริมทัพครั้งนี้ จะมี ไมค์ ฟีแลน, นีล เว็บบ์, แกรี พาลลิสเตอร์, แดนนี วอลเลซ รวมถึง พอล อินซ์ แต่มันก็ยังไม่ทำให้ยูไนเต็ดไปถึงจุดสูงสุดอย่างที่ควรจะเป็นได้สักที พวกเขายังจมอยู่กับความพ่ายแพ้มาอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในการพ่ายแพ้ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในยุคนั้นคือการแพ้ให้กับเพื่อนร่วมเมืองอย่างซิตี้ไป 5-1 แล้วหลังจากจบฤดูกาลนั้นลง ด้วยคะแนนที่เฉียดต่อการตกชั้น เหล่าแฟนบอลและนักข่าวบางส่วนได้เริ่มออกมาเคลื่อนไหวให้เฟอร์กูสันลาออกจากตำแหน่ง หลังจากทำผลงานให้ทีมได้ไม่ดีมาตลอด 3 ปี มันกลายเป็นยุคมืดที่แท้จริงทั้งของเฟอร์กูสันและยูไนเต็ด

แต่เฟอร์กูสัน ไม่ใช่ชายที่จะยอมแพ้ได้ง่าย ๆ เขาพาทีมเอาชนะในรายการเอฟเอคัพที่พบกับฟอเรสต์ไป 1-0 จากประตูของ มาร์ค โรบินส์ ทำให้เขา “รอด” จากการถูกปลดจากตำแหน่งไป แล้วต่อมาเขาสามารถไปเอาชนะคริสตัลพาเลซและคว้าถ้วยรางวัลแรกของเขากับยูไนเต็ดได้สำเร็จ หลังจากการแข่งขันในฤดูกาล 1989-90 จบลง เฟอร์กูสันได้เริ่มทำการ “ปรับโครงสร้างทีม” ใหม่อย่างจริงจังอีกครั้งเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้นอีก

Manchester United Class of ’92

เหล่านกน้อยที่สร้างกำไรให้สโมสร

การสถาปนาทีมรูปแบบใหม่ของเฟอร์กูสันกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ “เฟอร์กี” ตั้งใจวางแผนไว้เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้เล่นทั้งในระดับอคาเดมีของสโมสรและผู้เล่นที่จะเข้ามาในสโมสรนั้นจะมีศักยภาพในการเล่นของตัวเองได้เต็มที่ เขาเริ่มโปรเจกต์นี้อย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงปีแรกที่เข้ามาคุมสโมสรยูไนเต็ด แม้ว่าในช่วงแรกเขาจะต้องพบกับวิกฤตมากมายที่ทำให้สโมสรไปไม่ถึงความคาดหมายจากทุกฝ่าย

แผนการสำคัญของโปรเจกต์นี้คือการ “ปั้นผู้เล่น” ให้สามารถขึ้นมาเล่นในทีมชุดหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฟอร์กูสันจะมีทีมงานของตัวเองคอยสอนและติดตามความคืบหน้าต่าง ๆ ของผู้เล่นตั้งแต่อายุยังน้อย รวมถึงยังมีการศึกษาพฤติกรรมของผู้เล่นเหล่านี้อย่างจริงจังด้วย สื่อกีฬาหลายสำนักเล็งเห็นถึงการสร้างโปรเจกต์ในครั้งนี้ พร้อมกับตั้งชื่อเล่นให้ว่า “นกน้อยของเฟอร์กี” (Fergie’s Fledglings)

ผู้เล่นหลายรายที่กลายเป็นผลผลิตสำคัญจากโปรเจกต์ “นกน้อย” นั้นมีอยู่มากมายในรอบสองทศวรรษ โดยมีผู้เล่นคนดังอย่าง ลี ชาร์ป, มาร์ค โรบินส์, รัสเซลล์ เบียร์ดสมอร์, โทนี กิลล์, ไดเนียล แกรห์ม, จูลส์ ไมโอรานา, ลี มาร์ติน และ เดวิด วิลสัน ที่กลายเป็นผลผลิตสำคัญในยุค 80s

ส่วนผู้เล่นบางส่วนในยุค 90s ที่ขึ้นมารุ่งเรืองนั้นมีอยู่หลายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น เวส บราวน์, ไรอัน กิกส์, แกรี เนวิลล์, ฟิล เนวิลล์, นิกกี บัตต์, พอล สโคลส์ รวมถึงสตาร์ดังของยุคอย่าง เดวิด เบ็คแฮม อีกด้วย

โดยนักเตะในกลุ่ม “นกน้อย” ยุคที่ 2 ของเฟอร์กีนั้นมีส่วนสำคัญที่นำพาความสำเร็จมากมายมาให้กับสโมสร พวกเขาบางส่วนเริ่มงอกผลจากการไปคว้า เอฟเอยูทคัพ (FA Youth Cup) ในปี 1992 แล้วจากความสำเร็จในครั้งนี้ เหล่าผู้เล่นทั้ง 6 คน (เบ็คแฮม, สองพี่น้องเนวิลล์, สโคลส์, บัตต์ และ กิกส์) ที่มีส่วนร่วมจากการไปแข่งขันได้รับการขนานนามว่าเป็น “Class of 92” โดยสื่อหลายสำนัก

ผู้เล่นหลายคนในชุดนี้กลายเป็นส่วนสำคัญในการขึ้นสู่ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดชุดหลัก พร้อมกับพาทีมคว้าทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีกและเอฟเอคัพในฤดูกาล 1995-96 มาได้สำเร็จ

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ชูถ้วยยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ปี 1998-99

วางระบบเปลี่ยนถ่ายสายเลือดนักเตะด้วยตัวเอง

ในช่วงยุค 90s นั้น เฟอร์กูสันแทบจะไม่ซื้อนักเตะหน้าใหม่เข้าสู่ทีมเลย ซึ่งผิดกับสโมสรอื่น ๆ ในพรีเมียร์ลีกด้วยกันที่เสริมนักเตะจนหมดไปหลายล้าน แต่ทางผู้จัดการทีมยูไนเต็ดยังยืนกรานว่าเขาอยากจะสร้างรากฐานของทีมผ่านการผลักดันผู้เล่นจากอคาเดมี เขาได้ทำการปรับทัศนคติและภาพรวมของทีมให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้น ตามปรัชญาของ “ยูไนเต็ดเวย์” (The United Way)

เขามีทีเด็ดในการจัดแผนการเล่นมากมาย ทั้งการวางระบบนักเตะ แทคติคที่ใช้ รวมถึง “Fergie Time” ที่ทำให้เขาพลิกชนะหลายการแข่งขันในช่วงทดเวลาบาดเจ็บมาแล้วหลายรายการ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เฟอร์กีวางหมากเอาไว้ครบทุกด้าน

แต่ความสำเร็จทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าหากว่าในช่วง 3 ปีแรก ทางสโมสร ผู้เล่น รวมถึงแฟนบอลไม่ให้โอกาสเขาในการพิสูจน์ตัวเองในการยกระดับสโมสรหลังจากผลงานที่ล้มเหลวในช่วงแรก เขาได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่าเขามีความ “เจ๋งจริง” ด้วยการพายูไนเต็ดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ตั้งแต่ฤดูกาล 1992-93 จนถึงฤดูกาล 2002-03 (เว้นช่วง 2001-02 ไป) ก่อนที่จะไปคว้าแชมป์ได้อีกครั้งในช่วงฤดูกาล 2006-07 จนถึง 2012-13 อีกครั้ง รวมกันทั้งหมด 13 สมัย

นอกจากนี้ เขายังสามารถพาทีมคว้า Treble Champ ในปี 1998-99 ได้อีกด้วย ถ้าหากรวมถ้วยรางวัลทั้งหมดที่เขาคว้าไปได้ตลอดระยะเวลา 26 ปีที่เขาอยู่กับสโมสร เขาคว้าถ้วยรางวัลไปแล้วทั้งหมด 38 รายการ มากกว่าผู้จัดการคนใด ๆ ทั้งในประวัติศาสตร์สโมสรด้วยกัน รวมถึงในพรีเมียร์ลีก แล้วเขายังกลายเป็นผู้จัดการทีมที่คุมยูไนเต็ดนานที่สุด แซงหน้า เซอร์ แมตต์ บัสบี ไปอีกด้วย

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ชูถ้วยพรีเมียร์ลีกก่อนอำลาทีม

ผลงานและความสำเร็จของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กลายเป็นบทเรียนครั้งสำคัญให้กับทั้งสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ผู้เล่นของพวกเขา รวมถึงผู้จัดการทีมในโลกฟุตบอลยุคใหม่ ได้ศึกษาแนวทางและวิธีการทำงานของเขา เพื่อสร้างรากฐานของสโมสรให้มีคุณภาพ ในขณะเดียวกัน ผู้เล่นหลายรายจากยูไนเต็ดเองต่างประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพฟุตบอลได้อย่างดีอีกด้วย เรียกได้ว่าพวกเขาได้รับการ “ขัดเกลา” มาอย่างดีจากสุดยอดกุนซือระดับโลก

ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวสำคัญต่าง ๆ ของ “เฟอร์กี” ชายผู้สร้างประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ให้กับทั้งสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด รวมถึงวงการฟุตบอล ชื่อของเขายังคงโดดเด่นอยู่ในโลกฟุตบอลยุคใหม่มาอยู่เสมอ แม้เขาจะอำลาจากการคุมทีมฟุตบอลมาแล้วหลายปี

อ่านบทความเพิ่มเติมของ Funsportfans ได้ที่นี่