funsportfans.com – ผลบอล วิเคราะห์บอล ทีเด็ดบอล ผลบอลสด ข่าวบอล

แฮร์รี แม็กไกวร์ เฉิดฉายในแดนหลังของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
แฮร์รี แม็กไกวร์ เฉิดฉายในแดนหลังของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

ข่าวการหายไปและกลับมาอีกครั้งของแฮร์รี แม็กไกวร์นั้นกลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามเสมอจากหลายสื่อทั่วโลก ตั้งแต่วันที่เขามีข่าวกับสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด รวมถึงถึงวันที่เขาได้ลงหรือไม่ได้ลงสนามในทุกรายการ แทบทุกเกมจะต้องมีสปอตไลท์ส่องไปถึงชายคนนี้เสมอ

ในช่วงต้นฤดูกาล 2023-24 เขากลายเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้งเมื่อดีลการย้ายไปร่วมกับเวสต์แฮมยูไนเต็ดล้มไม่เป็นท่า ตัวเขาเองนั้นไม่ได้รับโอกาสให้ลงเป็นผู้เล่นตัวจริง ภายใต้การคุมทีมของ เอริค เทน ฮาก อีกด้วย แต่หลังจากนั้น จากอาการบาดเจ็บของ ลิซานโดร มาร์ติเนซ ที่มีโอกาสว่าน่าจะต้องพักยาวไปจนถึงกลางเดือนมกราคม 2024 นั้นทำให้ผู้จัดการทีมของแมนฯ ยู ไม่มีตัวเลือกมาก นอกจากจะต้องดัน “นักเตะค่าตัวเฉียดร้อยล้าน” กลับขึ้นมาเป็นตัวจริงอีกครั้ง

หลังจากได้โอกาสหวนคืนเป็นตัวจริงอีกครั้ง ชื่อของเขากลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นยอดเยี่ยมที่ตอนนี้ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด จะขาดหายไปไม่ได้อีกแล้ว

ที่มาของกองหลังค่าตัวสูงรายนี้ ตั้งแต่ช่วงเริ่มเข้าสู่ทีม มาถึงเส้นทางในปัจจุบันของเขาเป็นอย่างไรบ้าง เราจะพาย้อนอดีตกันที่นี่

การลงเล่นของเขาให้กับเชฟฟิลด์, ฮัลล์ และ เลสเตอร์

แฮร์รี แม็กไกวร์ ผู้แบกความหวังจากค่าตัว 87 ล้าน

กองหลังตัวกลางสัญชาติอังกฤษ มีจุดเริ่มต้นมาจากการเป็นผู้เล่นในอคาเดมีของเชฟฟิลด์ยูไนเต็ด จนกระทั่งในปี 2011 เขาได้ขึ้นมาอยู่ทีมชุดใหญ่ ภายใต้สถานการณ์ที่เชฟฟิลด์กำลังเสี่ยงกับการตกชั้น ในเกมแรกของเขาเมื่อเดือนเมษายน 2011 เขาได้เฉิดฉายต่อหน้าแฟนบอลด้วยการลงเป็นสำรองในช่วงครึ่งหลังที่พบกับคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ พร้อมกับได้รางวัล “แมนออฟเดอะแมตช์” ในเกมนั้นไป

หลังจากนั้นมาเขาได้ลงเล่นให้ทีมไปอีก 4 รายการ แต่หลังจากนั้น เชฟฟิลด์ยูไนเต็ด ต้องตกไปเล่นในลีกวัน หลังจากจบฤดูกาล 2010-11

ชายคนนี้เฉิดฉายอีกรอบในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพด้วยการทำประตูแรกของเขาใส่โอลดัมแอตเลติกตั้งแต่เกมแรกในฤดูกาล 2011-12 แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมาเขาได้พิสูจน์ให้เชฟฟิลด์เห็นถึงฟอร์มอันยอดเยี่ยมในปราการหลังของเขามาตลอดทั้งฤดูกาล จนทำให้สโมสรได้เลื่อนชั้นขึ้นมาอีกรอบ โดยเจ้าตัวนั้นได้รับรางวัลด้วยการต่อสัญญากับทีมไปจนถึงปี 2015 และยังได้รางวัล “Player of the Year” รวมถึง “Young Player of the Year” ในฤดูกาล 2011-12 อีกด้วย

เขามีฟอร์มอันร้อนแรงกับทีมมาอย่างต่อเนื่องด้วยการลงมากกว่า 100 นัดกับเชฟฟิลด์

จนในต่อมา ฮัลล์ ซิตี้ ได้เจรจาขอซื้อตัวเขาด้วยค่าตัว 2.5 ล้านปอนด์ พร้อมเสนอสัญญาให้ 3 ปี โดยเจ้าตัวได้ตอบตกลงและเซ็นสัญญากันอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 มิถุนายน 2014 แต่ในฤดูกาลแรกกับ “เดอะไทเกอร์ส” นั้นเขากลับได้รับโอกาสลงเล่นไปเพียง 6 นัดเท่านั้น ก่อนที่จะถูกปล่อยยืมให้กับ วีแกนแอทเลติก เป็นเวลา 1 ฤดูกาลเต็ม

หลังจากที่เขาไปค้าแข้งให้วีแกน ทางสโมสรฮัลล์นั้นกลับต้องตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกสู่ลีกแชมเปียนชิพแทน จนกระทั่งในวันที่ 28 พฤษภาคม 2016 เขาได้กลับมาอยู่กับฮัลล์อีกครั้งพร้อมกับลงช่วงนาทีสุดท้ายในเกมที่พวกเขาชนะเชฟฟิลด์เวนส์เดย์ที่สนามเวมบลีย์ด้วยสกอร์ 1-0 ทำให้ฮัลล์กลับขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกได้อีกครั้ง

ต่อมา ในฤดูกาล 2016-17 ฮัลล์ ซิตี้ ได้ผู้จัดการทีมคนใหม่ คือ ไมค์ ฟีแลน (Mike Phelan) โดยเขาก็ได้เลือกแฮร์รี แม็กไกวร์ ขึ้นมาเป็นผู้เล่น 11 ตัวจริงเป็นครั้งแรกตั้งแต่ย้ายมาอยู่ใน “แดนเสือ” โดยเขาได้ตอบรับความไว้วางใจจากกุนซือคนใหม่ด้วยการทำประตูแรกของเขากับสโมสรในเกมลีกคัพที่ไปเยือนบริสตอล ซิตี้ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2016

แล้วต่อมา เขาได้รับเลือกให้เป็น “กัปตันทีม” เป็นครั้งแรกในวันที่ 5 เมษายน 2017 โดยในวันนั้นเขายังทำประตูแรกของตัวเองในศึกพรีเมียร์ลีกได้อีกด้วย แต่มันก็ยังไม่สามารถทำให้ฮัลล์ ซิตี้ รอดพ้นการตกชั้นได้เลย อย่างไรก็ดี เขาได้รับเลือกว่าเป็น “ผู้เล่นแห่งปี” จากทั้งแฟนบอลและผู้เล่นด้วยกันเองไป ถือเป็นเกียรติประวัติที่ชายคนนี้ได้อุทิศตัวเองเพื่อสโมสรจริง ๆ

โอกาสครั้งใหม่ของเขามาอีกครั้ง ในวันที่ 15 มิถุนายน 2017 แม็กไกวร์ได้ย้ายทีมและเซ็นสัญญากับสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ที่เพิ่งจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาล 2015-16 ด้วยค่าตัว 17 ล้านปอนด์และมีระยะเวลาของสัญญานานถึง 5 ปี โดยเขาได้เริ่มลงเล่นกับ “จิ้งจอกสยาม” ในวันที่ 11 สิงหาคม 2017 ตามด้วยการทำประตูแรกของตัวเองกับเลสเตอร์ในถิ่น “คิงเพาเวอร์สเตเดียม” ด้วยลูกโหม่งที่ทำให้ทีมเอาชนะไบรท์ตันไปด้วยสกอร์ 2-0 โดยเขายังเป็นผู้เล่นของเลสเตอร์ซิตี้ที่ได้ลงเล่นเต็มเวลาตลอดทั้งฤดูกาล 2017-18 และยังได้รางวัลผู้เล่นประจำฤดูกาลจากทางสโมสรอีกด้วย

แล้วในวันหนึ่ง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในยุคของผู้จัดการทีม โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ (Ole Gunnar Solksjaer) ให้ความสนใจในตัวของชายคนนี้อย่างจริงจัง ทาง “ปีศาจแดง” เสนอขอซื้อตัวเขาด้วยราคา 70 ล้านปอนด์ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2019 และเคยถูกปฏิเสธมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2018 เพราะทางสโมสรมองว่าเป็นค่าตัวที่สูงเกินไป

แต่ต่อมา ปีศาจแดงไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ พวกเขาเพิ่มค่าตัวจาก 70 ล้านปอนด์เป็น 80 ล้านแทน แล้วทางเลสเตอร์ซิตี้และตัวแม็กไกวร์เองได้ตอบรับข้อเสนอนี้ ในที่สุดเขาได้เซ็นสัญญากับปีศาจแดงในวันที่ 5 สิงหาคม 2019 โดยจะเป็นสัญญาระยะยาว 6 ปี พร้อมกับมีตัวเลือกขยายสัญญาไปอีก 1 ปี

ข้อเสนอในครั้งนี้ทำให้ แฮร์รี แม็กไกวร์ มีสถิติเป็นกองหลังที่แพงที่สุดในโลก โดยมีค่าตัวสูงถึง 80 ล้านปอนด์ แซงหน้า เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค กองหลังจากทีมคู่แข่งเบอร์หนึ่งอย่างลิเวอร์พูลที่เคยทำไว้ 75 ล้านปอนด์ แล้วต่อมา

มูลค่าอันหนักอึ้งของเจ้าตัวทำให้ความหวังและความกดดันเริ่มถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่องนับแต่นั้นมา

เดบิวท์กับแมนฯ ยูไนเต็ด เป็นครั้งแรก

ภาระอันหนักอึ้งตั้งแต่เริ่มเดบิวท์กับปีศาจแดง

เส้นทางการเดบิวท์กับ “ปีศาจแดง” ของเขาเริ่มไปได้สวย เขาลงสนามให้กับทีมเป็นครั้งแรกในวันที่ 11 สิงหาคม 2019 ด้วยการเปิดบ้านพบกับเชลซีในศึกพรีเมียร์ลีก พร้อมกับมีส่วนในการทีมเอาชนะด้วยสกอร์ 4-0 ได้สำเร็จและได้รางวัล Man of the Match ไปอีกด้วย

จนต่อมา ในวันที่ 17 มกราคม 2020 โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ผู้จัดการทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ได้แต่งตั้งให้แม็กไกวร์ขึ้นเป็นกัปตันทีมเป็นครั้งแรก หลังจากที่ แอชลีย์ ยัง ย้ายไปอยู่สโมสรอินเตอร์มิลาน เขาได้ตอบแทนการไว้วางใจในครั้งนี้ด้วยการทำประตูแรกกับปีศาจแดงในเกมเอฟเอคัพที่ทีมชนะ 6-0 กับแทรนเมียร์โรเวอส์ หลังจากนั้นมาเขามีส่วนสำคัญอย่างต่อเนื่องในการพาทีมลงเล่นในรายการต่าง ๆ ของอังกฤษ (พรีเมียร์ลีก, ลีกคัพ, เอฟเอคัพ) พร้อมกับได้ลงเล่นเต็มเวลาทั้ง 38 นัดในพรีเมียร์ลีกอีกด้วย

ในปลายฤดูกาล 2019-20 พวกเขาจบลงในลีกด้วยอันดับ 3 โดยในปีนั้นเป็นลิเวอร์พูลที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไป แต่หลังจากเข้าสู่ฤดูกาล 2020-21 ยูไนเต็ดยังคงต้องพบกับความผิดหวังอีกครั้ง เพราะก่อนเริ่มฤดูกาล พวกเขาสามารถทำสถิติไม่แพ้ใครมา 13 เกมรวด จนกระทั่งในวันที่ 27 มกราคม 2021 พวกเขาพ่ายแพ้กับเชฟฟิลด์ยูไนเต็ดในบ้านไปด้วยสกอร์ 2-1 ซึ่งในเกมนั้น แม็กไกวร์ เป็นผู้ทำประตู แต่ก็ไม่สามารถพาทีมชนะ “ทีมเก่า” ของเขาได้สำเร็จ

สวมปลอกแขนกัปตันทีมเป็นครั้งแรกกับแมนฯ ยู

ชายผู้มี “คอนเทนต์” กับทีม

การเสียสถิติไม่แพ้ใครมา 13 เกมติดในปี 2021 ในเกมที่แพ้ในบ้านกับเชฟฟิลด์นั้นทำให้แม็กไกวร์รวมถึงผู้เล่นอีกหลายรายถูก “ล่วงละเมิดและเหยียดหยาม” ในโซเชียลมีเดียหลังจบเกมนั้น ตัวเขาเองรับรู้ถึงปัญหานี้และรู้สึกไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาได้ออกมาโพสต์ในทวิตเตอร์ (X) ว่ามันเป็น “สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเอือมระอา” โดยเขารู้สึกเสียใจกับผลการแข่งขันที่เกิดขึ้นจริง แต่เมื่อมาเห็นรีแอคชันของผู้คนในโลกออนไลน์ มันยิ่งทำให้เขารู้สึก “ป่วย” มากกว่าเดิม

เขาได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า “มันไม่ควรมีที่สำหรับมัน (การเหยียดหยาม) คนพวกนั้นไม่ใช่แฟนบอลแมนฯ ยูที่แท้จริง เราจะไม่ยุ่งเกี่ยวและต้องการแรงสนับสนุนจากคนเหล่านี้ ไม่เลย มันผิดหวังมาก ๆ”

สกอตต์ แม็กโนมิเนย์, เฟร็ด รวมถึง มาร์คัส แรชฟอร์ด ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นส่วนตัวต่อจากแม็กไกวร์ในทำนองเดียวกันเพื่อสนับสนุนผู้เล่นและสโมสรของพวกเขาอย่างจริงจัง

จบฤดูกาล 2020-21 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดจบอันดับ 2 ในพรีเมียร์ลีก สูงกว่าลิเวอร์พูลที่อยู่อันดับ 3 ส่วนในรายการอื่นที่พวกเขาไปได้คือยูโรปาลีกรอบชิงชนะเลิศ ในเกมนั้นพวกเขาพ่ายแพ้เซบิยาไปจากการดวลจุดโทษหลังจบด้วยสกอร์ 1-1 และกลายเป็นรองแชมป์ โดยในเกมนั้น แมไกวร์ ไม่ได้ลงเล่นเลย

เข้าสู่ฤดูกาล 2021-22 เป็นต้นมา ฟอร์มของชายคนนี้เริ่มหลุดจากตัวตนเดิมมาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าตลอดทั้งฤดูกาลนั้นเขาจะมีจังหวะดวลชนะคู่แข่งได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับฤดูกาล 2020-21 แต่เขาได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากจริง ๆ สำหรับตัวเอง” โดยในฤดูกาล 2021-22 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดจบลงด้วยอันดับ 6 ของตารางพรีเมียร์ลีก พร้อมกับเสียไป 57 ประตูในลีก

สิ่งที่ถูกพูดถึงตลอดแทบทั้งฤดูกาล 2021-22 คือ “ฟอร์มออกทะเล” ของแฮร์รี แม็กไกวร์ ที่มักจะพลาดแอ็กชันง่าย ๆ หรือการเล่นเหนือระดับเกินไป ทำให้มีส่วนต่อการเสียประตูของทีมอยู่หลายครั้ง ในช่วงเวลานี้ ชื่อของเขาไปปรากฎอยู่ในโลกโซเชียลมีเดียอยู่มากมาย เขากลายเป็นคอนเทนต์ที่ผู้คนนำไปล้อเลียน บ้างก็มีการดูถูกเหยียดหยามว่าเล่นไม่สมกับค่าตัวกองหลังราคาแพงที่สุดในโลก นอกจากนี้เขายังถูกสื่อฟุตบอลหลายสำนักวิพากษ์วิจารณ์ถึงฟอร์มของตัวเองอีกด้วย

ฟอร์มการเล่นที่หดหายไปของเขา รวมถึงภาระความกดดันจากการเป็นกัปตันทีม ค่าตัวราคาแพงและความกดดันจากทั้งสโมสร ผู้เล่น ผู้จัดการทีม และแฟนบอลของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ทำให้ชายคนนี้เริ่มห่างไกลจากความเก่งของตัวเองที่เคยมีมากขึ้นเรื่อย ๆ

ช่วงเวลาอันแสนยากลำบากของกัปตันทีม

การพลิกชะตาครั้งยิ่งใหญ่ของกองหลังราคาแพง

เข้าสู่ฤดูกาล 2022-23 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้นำ เอริค เทน ฮาก เข้ามาคุมทีมต่อจาก ราลฟ์ รังนิค ที่ได้ไปคุมทีมชาติออสเตรีย โดยการมาของเขานั้นทำให้ แฮร์รี แม็กไกวร์ หลุดจากการเป็นผู้เล่นตัวจริงไปแล้วเสียตำแหน่งไปให้กับ ราฟาเอล วาราน และ ลิซานโดร มาร์ติเนซ มายืนเป็นเซนเตอร์แบ็กคู่กันแทน

ตลอดทั้งฤดูกาล 2022-23 เขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงไปเพียง 8 นัด จากทั้งหมด 16 นัดในพรีเมียร์ลีกที่เขาได้เล่นเท่านั้น โดยในปีนั้น ปีศาจแดงคว้าแชมป์ลีกคัพ 2023 ด้วยการเอาชนะนิวคาสเซิลไป 2-0 ได้สำเร็จ โดยที่แม็กไกวร์ได้ลงสนามในนาทีที่ 88′ แล้วก็ได้ตกลงกับบรูโน เฟอร์นันช์ กัปตันทีมคนใหม่ ในการชูถ้วยพร้อมกัน

เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ฟอร์มของเขาย่ำแย่ในฤดูกาล 2022-23 นั้นมาจากอาการบาดเจ็บที่รบกวนอยู่เป็นระยะ รวมถึงความไม่สม่ำเสมอในการลงเล่น ทำให้เขาไม่ได้พิสูจน์กับเทน ฮาก ได้ดีพอว่าเขาสมควรที่จะกลับมาลงเล่นเป็นตัวจริงได้อีก

จนกระทั่งในวันที่ 16 กรกฎาคม 2023 โชคชะตากลับไม่เข้าข้างชายคนนี้อีกครั้ง เมื่อทาง เอริค เทน ฮาก ตัดสินใจพูดคุยกับเขาเกี่ยวกับอนาคตในการลงเล่น รวมถึงริบตำแหน่ง “กัปตันทีม” ของเขาออก แล้วเอาไปให้ บรูโน เฟอร์นันช์ แทนอย่างถาวร

หลังจากนั้นมา เขาเริ่มเป็นข่าวจากสโมสรเวสต์แฮมยูไนเต็ดเป็นครั้งแรก พวกเขาสนใจที่จะคว้าตัวแม็กไกวร์ด้วยมูลค่าประมาณ 30 ล้านปอนด์

ผู้กลับมากอบกู้ปราการหลังของแมนยูอีกครั้ง

ความหวังครั้งใหม่ของปราการหลังแมนฯ ยู

การสูญเสียทั้งตำแหน่งตัวจริง ปลอกแขนกัปตันทีม รวมถึงฟอร์มที่เคยร้อนแรงของเขา ทำให้อนาคตของปราการหลังรายนี้ กับสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เริ่มไม่สดใสเหมือนเดิมอีกต่อไป แล้วก่อนเริ่มฤดูกาล 2023-24 ยังมีสโมสรเวสต์แฮมจากในพรีเมียร์ลีกด้วยกันให้ความสนใจอยู่ด้วย ทางสโมสรจึงไม่รอช้าที่จะเริ่มทำการเจรจาทันที

แต่ต่อมา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2023 สโมสรแมนฯ ยูไนเต็ด ปฏิเสธข้อเสนอ 20 ล้านปอนด์แรกจากเวสต์แฮมไป โดยพวกเขามองว่า “ไม่คุ้มค่า” แต่หลังจากผ่านไปสองสัปดาห์ ทางเวสต์แฮมได้เพิ่มข้อเสนอเป็น 30 ล้านปอนด์แทน ซึ่งทางแมนฯ ยู เองได้ตอบรับข้อเสนอนี้ไปในวันที่ 16 สิงหาคม 2023 แล้วเหมือนว่านี่กำลังจะเป็นความหวังครั้งใหม่ของแม็กไกวร์ในการย้าย เพื่อไปหาโอกาสใหม่ ๆ กับตัวเอง

แต่ชายคนนี้ยืนกรานที่จะปฏิเสธการย้ายทีม เขามองว่าตัวเองยังต้องการ “ต่อสู้” เพื่อพิสูจน์ให้ทั้งเทน ฮาก รวมถึงสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเห็นว่าเขายัง “คู่ควรกับการอยู่ที่นี่” แล้วเขาจะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันกลับคืนมา

การออกมาชี้แจงของชายคนนี้ ทำให้สโมสรเวสต์แฮมยูไนเต็ด ตัดสินใจยกเลิกดีลการซื้อตัวเขาไป พร้อมกับประกาศอย่างเป็นทางการว่า “แม็กไกวร์จะอยู่ที่แมนฯ ยู ต่อไป พร้อมกับมีความปรารถนาในการต่อสู้กับทีมต่อไปเช่นกัน”

หลังจากผ่านช่วงต้นฤดูกาล 2023-24 เขายอมทนเป็นผู้เล่นสำรองของแมนฯ ยู มาโดยตลอดพร้อมกับคาดหวังว่าจะได้โอกาสพิสูจน์ตัวเองในสักวัน จนกระทั่งในวันที่ ราฟาเอล วาราน บาดเจ็บไป ชายคนนี้ก็ได้รับโอกาสในการลงสนามอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก โดยทาง เอริค เทน ฮาก ให้เหตุผลว่าต้องการให้พวกเขา “แข่งขันกันเอง (เพื่อคว้าตัวจริง) ให้ได้” พร้อมกับกล่าวไว้เพิ่มเติมว่า “มันคือส่วนหนึ่งในแผนการทำทีม” ด้วย

จนกระทั่งในวันที่ 7 ตุลาคม 2023 แฮร์รี แม็กไกวร์ ได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่าเขา “คู่ควร” ด้วยการทำแอสซิสต์ให้กับ สกอตต์ แม็กโนมิเนย์ ทำให้ทีมสามารถ comeback เอาชนะเบรนท์ฟอร์ดด้วยสกอร์ 2-1 ได้สำเร็จ นอกจากนี้ เขายังเป็นคนเดียวที่ทำประตูในเกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกที่เปิดบ้านพบกับโคเปนเฮเกน ทำให้ทีมจบด้วยสกอร์ 1-0 ได้อีกด้วย

การกลับมาของเขานั้นกลายเป็นส่วนสำคัญที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดพลาดไปไม่ได้อีก ในครั้งนี้เขากลับมาด้วยความมั่นใจแบบเต็มเปี่ยม ไม่มีลูกผาดโผนให้เห็น ไม่มีจังหวะที่เล่นแบบสิ้นคิด มีแต่ทักษะและความสร้างสรรค์เกิดขึ้น ทำให้แฟนบอลปีศาจแดงเริ่มมั่นใจได้อีกครั้งว่า “เขากลับมาแล้ว”

หลังจากผ่านไปเกือบครึ่งฤดูกาลพรีเมียร์ลีก 2023-24 แฮร์รี แม็กไกวร์ ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมจะไม่สามารถทำได้เลย ถ้าไม่มีเพื่อนร่วมทีม ไม่มีทีมงาน ไม่มีแฟนบอล ผมสัมผัสได้ถึงความรัก การสนับสนุน แล้วผมก็ภาคภูมิใจกับมันจริง ๆ”

การ์นาโช, เทน ฮาก และ แม็กไกวร์ ได้รับรางวัลจากพรีเมียร์ลีก ประจำเดือนพฤศจิกายน 2023

ทั้งหมดนี้ก็คือความเป็นมาของ แฮร์รี แม็กไกวร์ ชายผู้เป็นปราการหลังคนสำคัญของสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด หลังจากนี้เขาจะมีส่วนสำคัญในการพาทีมขึ้นสู่จุดสูงสุดในแบบที่ควรเป็นได้อีกครั้งหรือไม่ก็ต้องรอติดตามกันต่อไป

อ่านบทความเพิ่มเติมของ Funsportfans ได้ที่นี่