funsportfans.com – ผลบอล วิเคราะห์บอล ทีเด็ดบอล ผลบอลสด ข่าวบอล

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ในชุดเยือนของลิเวอร์พูลปี 2023
โมฮาเหม็ด ซาลาห์ในชุดเยือนของปี 2023

สโมสรลิเวอร์พูลคือหนึ่งในทีมฟุตบอลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมที่มีแฟนบอลมากที่สุดทั่วโลกอีกด้วย ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษหลังจากช่วงการก่อตั้งสโมสรอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 มิถุนายน 1892 โดยทางสโมสรมีนักเตะมากมายที่ได้พาทีมเฉิดฉายในการแข่งขันฟุตบอลทั้งในระดับสโมสร ระดับทวีปและระดับโลก

หลายคนอาจไม่ใช่นักเตะที่เติบโตมาจากอคาเดมีโดยตรง แต่สโมสรและแฟนบอลไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าพวกเขายังมี “ตัวแบกของทีม” มาตลอดหลายยุคสมัย

ไม่นานนี้ หงส์แดงมีประวัติศาสตร์ครั้งใหม่เกิดขึ้น โดย โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กองหน้าปีกขวาสัญชาติอียิปต์ ทำประตูได้ครบ 200 ประตูกับ “หงส์แดง” จากการลงเล่นไป 327 นัด ในวันที่ 9 ธันวาคม 2023 จนทำให้เขาติดอันดับผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของสโมสรในอันดับที่ 5

ก่อนหน้านี้เขาทำประตูแซงตำนานกองกลางคนสำคัญ อย่างสตีเวน เจอร์ราร์ด ที่เคยทำไว้ 186 ประตูไปอีกด้วย ทำให้หลายคนปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโม ซาลาห์ มีผลต่อความสำเร็จของพวกเขาเป็นอย่างมากจริง ๆ

แล้วเส้นทางการมาอยู่ในสีเสื้อ “หงส์แดง” ของโม ซาลาห์นั้นมีความเป็นมาและจุดเปลี่ยนอย่างไร ติดตามกับเราได้ที่นี่

ช่วงเวลาของโมที่เชลซีและโรมา

นักเตะโนเนมผู้มาเยือนถิ่นแอนฟิลด์ของลิเวอร์พูล

การมาของโมฮาเหม็ด ซาลาห์นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ชวนแฟนบอลสับสนอย่างจริงจังว่า “ทำไมต้องเป็นนักเตะคนนี้” ?

เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กองหน้าสัญชาติอียิปต์รายนี้จะได้มีโอกาสในการลงเล่นพรีเมียร์ลีก เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยมีโอกาสลงเล่นให้กับสโมสรเชลซีมาก่อนเมื่อช่วงปี 2014 ถึง 2016 แต่กลับไม่ได้เป็นตัวจริงกับทีม ก่อนที่จะถูกปล่อยยืมไปที่สโมสรฟิออเรนตินาและโรมาในช่วงปี 2015 ถึง 2016 แล้วได้ย้ายไปอยู่โรมาแบบถาวรในปี 2016-17

แต่การย้ายไปอยู่โรมาในลีกเซเรียอาของอิตาลีนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนผันที่แท้จริงของเขา โดยเขาได้พิสูจน์ให้ทั่วโลกได้เห็นว่าเขามีดีมากพอที่จะลงเป็นตัวจริงได้ ตลอดฤดูกาล 2016-17 เขาได้ลงเล่นให้กับโรมาไป 41 เกมและทำไป 19 ประตูในทุกรายการแข่งขัน

ความสามารถของเขากับโรมาเริ่มเตะตาหงส์แดงมากขึ้น ทางเยอร์เกน คล็อปป์ ผู้จัดการทีมของพวกเขามีความต้องการที่จะหาผู้เล่นที่ถนัดในตำแหน่งปีกขวามาสักหนึ่งคนเพื่อเติมเต็มแผนการเล่น 4-3-3 ในสไตล์ของเขาให้สมบูรณ์แบบ แล้วเมื่อโม ซาลาห์สามารถทำให้ทุกคนเห็นแล้วว่าเขามีแววที่จะเป็นหนึ่งในปีกขวาที่ดีที่สุดได้ ทางสโมสรได้เริ่มพิจารณาที่จะคว้าตัวเขาเข้ามาร่วมทีมในปี 2017 ให้ได้อย่างจริงจัง

จนในที่สุด เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2017 โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้ทำสัญญากับทางสโมสรโดยมีการตกลงค่าตัวไว้ไว้ที่ 35 ล้านยูโร หลังจากรวมแอดออนทั้งหมดแล้วจะมีมูลค่าเป็น 42 ล้านยูโร (ตามสถิติของ Transfermarkt) ค่าตัวนี้ถือเป็นสถิติที่สูงกว่าตอนที่แอนดี แคร์โรลล์เคยทำไว้เมื่อปี 2011

หลังจากนั้น เขาได้เปิดตัวกับสโมสรลิเวอร์พูลอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กรกฎาคม 2017 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดซื้อขายในปีเดียวกันปิดตัวพอดี เขาจะได้สวมเสื้อเบอร์ 11 ต่อจากเจ้าของเดิมอย่างโรแบร์โต ฟีร์มิโนที่ตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้เบอร์ 9 แทน นอกจากนี้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยังเป็นนักเตะสัญชาติอียิปต์คนแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรลิเวอร์พูลอีกด้วย

ฤดูกาลแรกของเขาที่ลิเวอร์พูล

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ฉายแววกับหงส์แดงตั้งแต่ฤดูกาลแรก

ในวันที่ 12 สิงหาคม 2017 โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ประเดิมเกมพรีเมียร์ลีกนัดแรกในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่ช่วงที่เขาเล่นให้กับเชลซีเมื่อปี 2014 ด้วยการทำประตูแรกใส่ทีมวัตฟอร์ด ซึ่งในเกมนั้นพวกเขาจบลงด้วยการเสมอ 3-3 หลังจากนั้น เขาทำประตูที่สองกับทีมในเกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกจากเกมที่พวกเขาพบกับฮอฟเฟนไฮม์และพาทีมชนะด้วยสกอร์รวม 6-3 พร้อมกับเป็นประตูแรกในถิ่นแอนฟิลด์ของเขาด้วย แถมยังมีส่วนสำคัญในการทำ 2 ประตูในเกมไปเยือนมาริบอร์ ทำให้เกมนั้นจบลงด้วยสกอร์ 7-0 จนกลายเป็นสถิติใหม่ของสโมสรอังกฤษที่ทำประตูในเกมเยือนได้มากที่สุดอีกด้วย

ความสามารถของโม ซาลาห์ที่เฉิดฉายตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2017 ทำให้เขาได้รับรางวัล Player of the Month จากแฟนบอลไปอย่างไร้ข้อกังขา

หลังจากนั้น โมยังเฉิดฉายกับการเปิดตัวของเขาแบบไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าจะเป็นการพาทีมสร้างสถิติใหม่ด้วยการชนะเกมเยือนติดต่อกัน 4 เกมรวดด้วยผลต่างประตู 3 ลูก นอกจากนี้เขายังเป็นผู้เล่นคนที่สองร่วมของทีมในการทำไปมากถึง 20 ประตู จากการลงเล่นไปเพียง 26 นัด ตามหลังจอร์จ อัลลันผู้เคยทำไว้ 20 ประตูใน 19 นัด เมื่อปี 1985 เท่านั้น

เข้าสู่วันที่ 17 มีนาคม 2018 โม ซาลาห์ทำแฮททริคแรกกับหงส์แดงได้สำเร็จในเกมที่พวกเขาเปิดบ้านพบวัตฟอร์ด กลายเป็นสถิติทำประตู 36 ครั้งของเขาในการเดบิวท์และเป็นผู้ทำประตูสูงสุดในลีก Top 5 ของยุโรป ทำลายสถิติเดิมของ ลิโอเนล เมสซี และ แฮร์รี เคน ไปอีกด้วย

ต่อมา ในเดือนเมษายน 2018 ซาลาห์ทำประตูไปเพิ่มเป็น 43 ประตูภายในทุกรายการของฤดูกาลเดียว ล้มสถิติเดิมของร็อบบี ฟาวเลอร์ที่ทำไว้ 36 ประตูในพรีเมียร์ลีกและโรเจอร์ ฮันท์ที่เคยทำไว้ 42 ประตูในทุกรายการได้สำเร็จและทำให้เขาเป็นนักเตะคนที่สองของสโมสรที่ทำประตูในฤดูกาลเดียวได้มากที่สุด ตามหลังเพียง เอียน รัช เท่านั้น ทำให้โม ซาลาห์กลายเป็นผู้ประทำประตูสูงสุดตลอดกาลของรายการพรีเมียร์ลีก 38 นัดอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ในเกมรอบชิงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกที่พบกับเรอัลมาดริด ซาลาห์ได้รับบาดเจ็บที่ไหล่ซ้ายจากการถูกเซร์คิโอ รามอส เข้าปะทะในนาทีที่ 30′ จนทำให้ไม่สามารถเล่นได้เต็มเวลาแล้วพวกเขาพ่ายแพ้เกมนั้นไปด้วยาสกอร์ 3-1 และกลายเป็นรองแชมป์ยุโรปฤดูกาล 2017-18 ไปอย่างน่าเสียดาย

ตลอดทั้งฤดูกาล 2017-18 โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ทำประตูในนามผู้เล่นหงส์แดงไปแล้ว 44 ประตู จากการลงเล่น 52 นัดในทุกรายการ โดยแบ่งเป็น 32 ประตูในพรีเมียร์ลีก 36 นัด ส่วนอีก 11 ประตูเกิดขึ้นในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 15 นัดของเขาและอีก 1 ประตูจากการลงเล่นเอฟเอคัพอีก 1 เกม พร้อมกับคว้ารางวัล PFA Player of the Year, Team of the Year ของพรีเมียร์ลีก รวมถึงรางวัล Golden Boot ไปครอบครองได้ตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามาเป็นนักเตะในที่แห่งนี้

สตีเวน เจอร์ราร์ด อดีตตำนานกัปตันทีมของสโมสรที่รีไทร์ไปแล้วถึงกับต้องกล่าวถึงเขาเอาไว้ว่า “พวกเรา (หงส์แดง) กำลังจะได้เห็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ (จากโม)”

ซาลาห์ ชูถ้วยแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 ของหงส์แดง

ผู้พาหงส์แดงคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 ได้อีกครั้ง

แม้ว่าในปี 2017-18 ทางสโมสรจะไม่มีรางวัลแชมป์กลับเข้ามาเลย แต่การมาของโม ซาลาห์ผู้เข้ามาทำลายสถิติหลายรายการในปีเดียวนั้นกลับสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้อย่างจริงจัง ทางบอร์ดบริหารของสโมสร รวมถึงเยอร์เกน คล็อปป์ ผู้จัดการทีมของพวกเขาได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่าพวกเขาต้องการที่จะ “รักษา” นักเตะคนนี้เอาไว้และต้องการให้เขาอุทิศตัวเองให้กับสโมสรมากขึ้นกว่านี้ไปอย่างต่อเนื่อง เพราะพวกเขาเชื่อว่านี่คือผู้เล่นที่จะนำพาความหวังให้ “หงส์แดง” กลับคืนสู่การคว้าแชมป์ในทุกรายการได้อีกครั้ง

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้เซ็นสัญญาระยะยาวกับทีมเป็นครั้งที่สองเพื่อขยายระยะเวลาและค่าเหนื่อยของเขาเพิ่มขึ้น แล้วในวันที่ 12 สิงหาคม 2018 เขาทำประตูแรกของฤดูกาลพรีเมียร์ลีก 2018-19 ด้วยการยิงเวสต์แฮมยูไนเต็ดและพาทีมชนะ 4-0 ได้สำเร็จ

ต่อมา ซาลาห์ได้รับการคัดเลือกในรายชื่อ UEFA Men’s Player of the Year โดยติดอันดับ 3 ของรายการและติดอันดับ 2 ในหมวดหมู่ “กองหน้า” ไป ในปีเดียวกัน เขายังได้รับรางวัล Puskas Award ประจำปี 2018 จากลูกยิงใส่เอฟเวอร์ตันในศึกเมอร์ซีไซด์ดาร์บีอีกด้วย โดยได้รับการโหวตสูงถึง 38% และนำห่างคริสเตียโน โรนัลโดที่มีผลโหวต 22% เลยทีเดียว

จากผลงานส่วนตัวของโม ซาลาห์ในปี 2017-18 ยังทำให้เขาได้ลุ้นเข้าชิงบัลลงดอร์ (Ballon D’or) ในปี 2018 อีกด้วย โดยเขาจบลงที่อันดับ 6 ในปีนั้นไป

ส่วนผลงานกับทีมของเขานั้นยังโดดเด่นไม่แพ้ฤดูกาลแรกที่เข้ามา เขาทำได้ 50 ประตูจากการลงเล่น 72 นัด ทำให้เขามีสถิติเป็นผู้เล่นคนที่ 4 ร่วมกับตำนานคนอื่น ๆ อย่างเฟอร์นันโด ตอร์เรส ที่ทำได้เท่ากัน โดยเขามีสถิติตามหลังแอนดี โคล, อลัน เชียร์เรอร์ และ รุด ฟาน นิสเตลรอยเท่านั้น

ในวันที่ 26 เมษายน 2019 โม ซาลาห์ ลงสนามให้กับหงส์แดงเป็นเกมที่ 100 พร้อมกับมีสถิติทำประตูมากที่สุดในการลงเล่นทศวรรษแรกกับสโมสร ในเกมนั้นเขายังทำประตูที่ 69 ของตัวเองได้อีกด้วย

พวกเขาเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้อีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้ โม ซาลาห์ พลาดการลงนัดรอบรองชิงไปเนื่องจากอาการบาดเจ็บ แต่เขาได้กลับมาลงเล่นในรอบชิงอีกครั้ง ในการแข่งขันรอบนี้จะเป็นการพบกับทอตนัม ฮฮตสเปอร์ ทีมคู่แข่งจากพรีเมียร์ลีกด้วยกัน

โดยเกมนั้น โม ซาลาห์ ได้รับหน้าที่สังหารจุดโทษตั้งแต่นาทีที่ 2′ ให้กับทีมและเขาทำได้สำเร็จ พวกเขาเอาชนะสเปอร์สด้วยสกอร์ 2-0 ในเกมนั้นพร้อมกับคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 ของทีมได้สำเร็จ ส่วนประตูในครั้งนี้ยังเป็นประตูที่เกิดขึ้นเร็วที่สุดในอันดับ 2 ของรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกอีกด้วย

นี่เป็นระยะเวลาที่ช้ากว่าสถิติที่เปาโล มัลดินีเคยทำประตูใส่สโมสรนี้เมื่อปี 2005 อีกด้วย (เขายิงตั้งแต่นาทีที่ 1′ และเกมนั้นจบลงด้วยสกอร์ 3-3 แต่พวกเขาสามารถชนะในรอบดวลจุดโทษและคว้าแชมป์ในปีนั้นไป)

ซาลาห์ชูถ้วยพรีเมียร์ลีกแรกของเขา

แชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกของซาลาห์และสโมสรในรอบ 30 ปี

วันที่ 9 สิงหาคม 2019 โม ซาลาห์เปิดแมตช์แรกของฤดูกาล 2019-20 ด้วยการทำประตูใส่นอริช ซิตี้และพาทีมชนะด้วยสกอร์ 4-1 สำเร็จ ตามด้วยการไปเอาชนะเชลซีในรายการ UEFA Super Cup ปี 2019 ได้สำเร็จ

แล้วในเดือนธันวาคม 2019 ซาลาห์ได้รับการเข้าชิงบัลลงดอร์เป็นครั้งที่สอง โดยในครั้งนี้เขาจบลงด้วยอันดับที่ 5 สูงกว่าปีก่อนหน้ามาเพียงอันดับเดียวเท่านั้นและนี่ยังเป็นช่วงที่เขาลงเล่นพรีเมียร์ลีกครบ 100 นัดอีกด้วย

หลังจากรายการบัลลงดอร์จบลง ทางสโมสรได้ลงแข่งขันในรายการ FIFA Club World Cup ปี 2019 แล้วได้เอาชนะฟลาเมงโกด้วยสกอร์ 1-0 และคว้าแชมป์มา

ต่อมาในวันที่ 19 มกราคม 2020 ซาลาห์ทำประตูแรกของเขาใส่คู่แข่งเบอร์หนึ่งตลอดกาลอย่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดจากการพบกัน 5 ครั้งของเขา พาทีมชนะ 2-0 ในบ้านได้สำเร็จ หลังจากนั้น พวกเขาเอาชนะเวสต์แฮมยูไนเต็ดด้วยสกอร์ 2-0 จนทำให้ในเวลานั้น หงส์แดงสร้างสถิติใหม่เป็นครั้งแรกในการชนะทุกสโมสรในพรีเมียร์ลีก ภายใต้การมีโม ซาลาห์อยู่ในทีมนั้น

“หงส์แดง” กลายเป็นทีมที่มีความดุดันและน่ากลัวในแนวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง

ก่อนเกมสุดท้ายของฤดูกาล 2019-20 จะเริ่มขึ้น เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2020 พวกเขาสามารถเอาชนะคริสตัลพาเลซด้วยสกอร์ 4-0 ที่แอนฟิลด์ได้สำเร็จ โดยซาลาห์ทำไป 1 ประตูในเกมนั้น หลังจบเกมนี้ พวกเขาได้รับการยืนยันอย่างแล้วว่าจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล 2019-20 ไป แล้วซาลาห์เองทำได้เพิ่มอีก 2 ประตูกับไบรท์ตันก่อนเกมสุดท้ายที่ทีมจะไปเอาชนะเชลซีด้วยสกอร์ 5-3 และนี่ยังเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีของสโมสรในการคว้าแชมป์ลีกอีกด้วย ความสำเร็จส่วนนึงนั้นมาจากความเก่งกาจของชายที่ชื่อว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์

อย่างไรก็ดี กลับเป็นความน่าเสียดายอย่างหนึ่งสำหรับหงส์แดง เพราะพวกเขาจะต้องฉลองแชมป์ด้วยความว่างเปล่า ในช่วงเวลานั้นทั่วโลกเกิดวิกฤติการณ์โควิด-19 ระบาด ทำให้ประชาชนทั่วไปถูกจำกัดการเดินทางออกนอกพื้นที่ ทำให้สนามฟุตบอลที่เคยเต็มไปด้วยเสียงเชียร์นั้นกลับดูเงียบเหงา แต่ในส่วนของความภาคภูมิใจของทางสโมสรที่ได้แชมป์ลีกในรอบหลายทศวรรษนั้นจะไม่ถูกลืมเลือนไปไหน

ปีกขวาผู้ทำได้ 100 ประตูในพรีเมียร์ลีก

100 ประตูและสถิติอีกมากมายที่เขาได้ทำลาย

เข้าสู่พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2020-21 โม ซาลาห์ ทำประดูได้ตั้งแต่เกมแรก ทำให้เขาสร้างสถิติการทำประตูในเกมแรกของพรีเมียร์ลีกได้ถึง 4 ฤดูกาลต่อเนื่อง แล้วในวันที่ 17 ตุลาคม 2020 เขายิงประตูลูกที่ 100 ให้กับทีมจากการลงเล่น 159 นัด

ต่อมา ในวันที่ 31 มกราคม 2021 ซาลาห์ทำประตูใส่เวสต์แฮมยูไนเต็ดจนกลายเป็นผู้เล่นคนที่ 5 ของหงส์แดงที่สามารถทำประตูได้มากกว่า 20 ลูกในทุกรายการติดต่อกัน 4 ฤดูกาล นอกจากนี้เขายังมีสถิติทำประตูในเกมที่ไปเยือนแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและชนะด้วยสกอร์ 4-2 ทำให้หงส์แดงชนะแมนฯ ยูไนเต็ดในเกมนอกบ้านได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2014 นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ทำประตูใส่แมนฯ ยูในทั้ง 2 รายการที่เกิดขึ้นฤดูกาลเดียวอีกด้วย

ต่อมา ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2021-22 โม ซาลาห์ ทำแฮททริคตั้งแต่เกมแรก โดยมาจากจุดโทษ 2 ประตู ทำให้เขาสร้างสถิติการทำประตูในเกมแรกของพรีเมียร์ลีกได้ 5 ฤดูกาลต่อเนื่อง พร้อมกับทำประตูที่ 100 ในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ กลายเป็นผู้เล่นคนแรกที่ทำได้ครบ 100 ประตูภายในจำนวนนัดที่น้อยที่สุดในบรรดาผู้เล่นของสโมสรทุกคน

ในฤดูกาล 2021-22 เป็นฤดูกาลที่โม ซาลาห์ มีโอกาสลุ้นได้มากถึง 4 แชมป์ พร้อมกับพาสโมสรคว้าชัยชนะครั้งที่ 2000 ในทุกรายการได้สำเร็จเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2021 อย่างไรก็ดี พวกเขาสามารถคว้าแชมป์ในปีนั้นมาได้สองรายการ ซึ่งทั้งสองรายการคือรายการลีกคัพและเอฟเอคัพ ในขณะที่พวกเขาพลาดแชมป์ลีกให้กับแมนเชสเตอร์ซิตี้และพลาดยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกให้กับเรอัลมาดริดไป

แต่ความดุดันของโม ซาลาห์ ไม่ได้จางหายไปไหน เขายังได้รับรางวัล Playmaker of the Season หลังจากทำ 13 แอสซิสต์ได้สำเร็จและสร้างสถิติส่วนตัวมาอย่างต่อเนื่อง 5 ฤดูกาลติดต่อกัน

กองหน้าอียิปต์ผู้ยังคงต่อสู้กับทุกรายการที่เหลืออยู่

การต่อสัญญาและผลงานที่มีมาตรฐานเดิมไว้สูง

ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2022 ซาลาห์ได้ต่อสัญญาระยะยาวกับสโมสรอีกครั้ง โดยในครั้งนี้เป็นการต่อสัญญาไปจนถึงปี 2025 พร้อมกับขึ้นค่าเหนื่อยเป็น 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ก่อนเปิดพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2022-23 พวกเขาเอาชนะแมนเชสเตอร์ซิตี้ด้วยสกอร์ 3-1 ในรายการ FA Community Shield ได้สำเร็จ

หลังจากนั้นในรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ซาลาห์ทำแฮททริคในเกมที่ไปเยือนเรนเจอร์สได้สำเร็จ ซึ่งยิงในระยะเวลาเพียง 6 นาที 12 วินาที เป็นสถิติการทำแฮททริคที่เร็วที่สุด ทำลายสถิติเดิมของบาเฟติมบิ โกมิสไปเรียบร้อย

ในปี 2022 ซาลาห์ได้รับการเข้าชิงบัลลงดอร์อีกครั้ง พร้อมกับจบลงด้วยอันดับ 5 อีกเช่นเคย

ส่วนสถิติในทีมนั้น ซาลาห์ไต่ขึ้นมาเป็นผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลเป็นอันดับ 6 แซงหน้าเคนนี ดัลกลิชไปด้วยการลงเล่นไป 280 นัด ยิงไป 173 ประตู ในขณะเดียวกัน พวกเขาพ่ายแพ้ในรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกตั้งแต่รอบ 16 ทีม โดยเป็นการพ่ายแพ้กับเรอัลมาดริด อดีตแชมป์เก่าของรายการนี้ อย่างไรก็ดี โม ซาลาห์ กลับสร้างสถิติเอาไว้ด้วยการเป็นผู้ทำประตูสูงสุดในการแข่งขันเป็นอันดับ 2 รองจากเออร์ลิง ฮาลันด์เท่านั้น

ในวันที่ 5 มีนาคม 2023 โม ซาลาห์ทำสถิติใหม่อีกครั้งด้วยการเปิดบ้านพบกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คู่แข่งเบอร์หนึ่งของพวกเขา แล้วเอาชนะไปด้วยสกอร์ 7-0 ซึ่งเป็นสถิติสกอร์ที่สูงที่สุดตั้งแต่เคยมี “ศึกแดงเดือด” ขึ้นมา หลังจากจบเกมนี้ ซาลาห์ยังได้ขึ้นแท่นเป็นผู้เล่นสโมสรที่ทำประตูในพรีเมียร์ลีกมากที่สุดตลอดกาล ไว้ที่ 129 ประตู แซงหน้าร็อบบี ฟาวเลอร์ไปและยังทำประตูใส่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้ 5 เกมติดต่อกันอีกด้วย

หลังจากจบฤดูกาล 2022-23 หงส์แดงพลาดทุกแชมป์จากทุกรายการ พร้อมกับพลาดโอกาสในการไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกฤดูกาล 2023-24 อีกด้วย อย่างไรก็ดี พวกเขายังมีโอกาสไปลงเล่นในยูโรปาลีกฤดูกาล 2023-24 ส่วนโม ซาลาห์นั้นยังได้รับการชื่นชมในวงกว้างว่าเป็นผู้เล่นที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วย

ก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูกาล 2023-24 พวกเขาต้องสูญเสียผู้เล่นจากชุดเดิมไปหลายคน ไม่ว่าจะเป็น โรแบร์โต ฟีร์มิโน, ฟาบินโญ, อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน, เกอิตา, มิลเนอร์ และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่เคยมีส่วนสำคัญกับการพาทีมคว้ารางวัลหลายรายการไป ทำให้ทางสโมสรมีความจำเป็นต้องหานักเตะหน้าใหม่เข้ามาทดแทนหลังจากนี้

เยอร์เกน คล็อปป์ ผู้จัดการทีมของลิเวอร์พูล ได้ออกมาแถลงการณ์ว่าเขาจะยกระดับลิเวอร์พูลใหม่ ให้เป็นรูปแบบ “ลิเวอร์พูล 2.0” มากขึ้น ดุดันขึ้นและพร้อมที่จะไปลุ้นแชมป์ได้อีกครั้ง ในปี 2023 ทางสโมสรได้คว้าตัวกองกลางมาเพิ่มถึง 4 คนด้วยกัน นั่นคือ อเล็กซิส แม็กอัลลิสเตอร์, โดมินิค โซบอสซ์ไล, วาตารุ เอ็นโด และ ไรอัน กราเฟนแบร์ก นอกจากนี้ก็ยังมีการต่อสัญญาให้คอสตาส ซิมิกาส มีการดันมาร์เซโล ปีตาลูกา, จาร์เรล ควอนซาห์, คอนเนอร์ แบรดลีย์, เบน โด็ก รวมถึงดาวรุ่งจากอคาเดมีของลิเวอร์พูลอีกหลายคนขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทีมและมีการปล่อยยืมคาร์วัลโญ, วิลเลียมส์, ฟิลลิฟส์, แรมซีย์ และ ฟาน เดน เบิร์กอีกด้วย

จนเข้าสู่ฤดูกาล 2023-24 กับไลน์อัพลิเวอร์พูล 2.0 พวกเขาก็สร้างความแตกต่างทันที อย่างไรก็ดี โม ซาลาห์ ได้รับข้อเสนอสุดพิเศษจากสโมสรอัล อิตติฮัด ด้วยค่าตัวสูงถึง 155 ล้านปอนด์ เพื่อไปเล่นร่วมกับฟาบินโญ อดีดเพื่อนร่วมทีมลิเวอร์พูลของเขาที่เพิ่งจะย้ายไปไม่นาน แต่ทางลิเวอร์พูลตัดสินใจปฏิเสธข้อเสนอนี้ไปเพราะพวกเขามองว่าเป็นช่วงเวลาที่กระชั้นชิดไปแล้วไม่สามารถหาผู้เล่นมาทดแทนในตำแหน่งนี้ได้ทันเวลาอย่างแน่นอนถ้าหากปล่อยไปในเวลานี้

การเล่นของโม ซาลาห์จะต้องเปลี่ยนไปเช่นกัน เขาได้รับบทบาทให้เป็น “เพลย์เมกเกอร์” มากขึ้น หลังจากที่ลิเวอร์พูลได้เลือกใช้ดาร์วิน นูนเญช มาเป็นกองหน้าตัวเป้าอย่างเต็มตัวและมีความคาดหวังว่าซาลาห์จะสามารถปรับรูปแบบการเล่นและช่วยให้ทีมมีประตูมากขึ้นในฤดูกาล 2023-24 อย่างแน่นอน

แล้วในที่สุด โม ซาลาห์ สามารถทำประตูที่ 200 ในนามลิเวอร์พูลได้สำเร็จ เขากลายเป็นผู้เล่น Top 5 ที่ทำประตูสูงสุดตลอดกาลให้ลิเวอร์พูล แซงหน้าสตีเวน เจอร์ราร์ดที่เคยทำไว้ 186 ประตู แม้ว่าหากเทียบจำนวนประตูที่เขาทำได้ในช่วงปีหลัง ๆ ที่ได้มาอยู่ลิเวอร์พูลจะมีน้อยกว่าปีแรก ๆ ที่เข้ามา แต่แฟนบอลทั่วโลกเองไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าเขามีผลต่อการทำประตูของทีมได้มากมาโดยตลอด

ชายผู้ได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลของอียิปต์

โม ซาลาห์ ได้รับการยกย่องจากชาวอียิปต์บ้านเกิดของเขาว่าเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศ เขาคือความภาคภูมิใจของผู้คนทั้งชาติ เขาเคยติดอันดับ 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลของโลกในนิตยสาร Time Magazine เมื่อปี 2019 นอกจากนี้ เขายังสร้างชื่อเสียงที่ดีให้กับสโมสรลิเวอร์พูลจนกลายเป็นที่รู้จักของประชาชนชาวอียิปต์มากขึ้น ผลงานและความสำเร็จทั้งหมดของเขาทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ ทำให้โม ซาลาห์ได้รับการขนานนามว่าเป็น “พีระมิดที่ 4” และเป็น “ความภาคภูมิใจของชาวอาหรับ”

ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวของชายที่ชื่อว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ หนึ่งในผู้เล่นที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เล่นที่ทำประตูได้สูงสุด 5 อันดับแรกและเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดตลอดกาลของสโมสรลิเวอร์พูล แล้วเขากำลังจะกลายเป็นตำนานผู้เล่นที่จะได้รับการเล่าขานทั้งจากสโมสรลิเวอร์พูล ชาวอียิปต์ ชาวแอฟริกันและผู้คนทั่วโลกไปอีกนานแสนนาน

อ่านบทความเพิ่มเติมของ Funsportfans ได้ที่นี่